วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ความลับหลังปริศนาภาพต่อ(Jigsaw)ที่หายไป

ความลับหลังปริศนาภาพต่อ(Jigsaw)ที่หายไป
เวทย์ เธียรธโนปจัย
คลิปวีดีทัศน์ชุดนี้ เป็นเพียงหลักฐานส่วนหนึ่งที่พิสูจน์ความจริงปริศนาภาพต่อ Jigsaw ที่หายไปข้างต้นซึ่งเป็นที่สงสัยกันมานานหลายปีแล้วตั้งแต่วันเกิดการปฎิวัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ทั้งนี้เพราะภาพข่าวที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นำพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เข้าเฝ้าถวายรายงานไม่มีพระสุรเสียงปรากฎในโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจวันนั้น  ประชาชนส่วนใหญ่จึงเป็นกังวลอยู่อย่างหนึ่งว่า พระเจ้าอยู่หัวของเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อปริศนาภาพต่อชิ้นหนึ่งหายไป ในที่สุดสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคอยให้ปรากฎก็เป็นความจริง ตามที่หลายคนสามารถอธิบายปริศนาภาพต่อ Jigsaw  ทั้งหมดได้ถูกต้องก่อนวีดีทัศน์ชุดนี้เสียอีก สิ่งที่ทุกคนอยากรู้และได้รู้ครั้งนี้ เท่าที่สามารถจับกระแสพระราชดำรัสได้บางตอนก็คือ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า สงสารนายกทักษิณ เขาทำงานดี..... ต่อไปอย่าทำอีกแล้วกัน เราต้องการประชาธิปไตย รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังเคยมีกระแสพระราชดำรัสไว้ว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนกระทั่งถึง ต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง"
พระราชปรารภเช่นนี้คนไทยไม่มีโอกาสได้รับทราบเลยเช่นกัน จึงทำให้พลเอกเปรมและคณะปฏิวัติ ถือเป็นโอกาสกระทำการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น
หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ว่า ต่อไปอย่าทำอีกแล้วกัน    หมายความว่าอย่างไร ก็คงอธิบายได้ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา การที่จะทรงห้ามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดหรือยุติเสียนั้นหาเป็นประโยชน์แต่อย่างไรไม่ ทรงไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัตินั้น แน่นอน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองไม่ต้องการให้เกิดกลียุคเกิดการจลาจลขึ้นทั่วไป จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อาจต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บได้ จึงต้องทรงยินยอม ทำตามที่พลเอกเปรมและคณะปฏิวัติต้องการทุกอย่าง ทรงต้องรับความขมขื่นไว้ในพระราชหฤทัยตลอดมา โดยคนไทยส่วนใหญ่หาได้รู้ความจริงเรื่องนี้ไม่                                                
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อระบอบประชาธิปไตยอีกประการหนึ่ง เมื่อตอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ ทรงกลับมีพระราชดำรัสว่า  ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราขทานนายกฯพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา ๗ มี ๒ บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯ พระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบ มั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุผล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น