วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Yes, we are sure he is serious! And no irony at all!











CNN has a report, with video, on Prime Minister Abhisit Vejjajiva at Davos that has left PPT gobsmacked. The report begins: “has called on leaders troubled by civil unrest to exercise restraint, less than a year after a bloody military crackdown on the streets of Bangkok.” He was speaking of Mubarak in Egypt.
Yes, we are sure he is serious! And no irony at all!

Yes, we are sure he is serious! And no irony at all!



CNN has a report, with video, on Prime Minister Abhisit Vejjajiva at Davos that has left PPT gobsmacked. The report begins: “has called on leaders troubled by civil unrest to exercise restraint, less than a year after a bloody military crackdown on the streets of Bangkok.” He was speaking of Mubarak in Egypt.
Yes, we are sure he is serious! And no irony at all!



วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ความลับหลังปริศนาภาพต่อ(Jigsaw)ที่หายไป

ความลับหลังปริศนาภาพต่อ(Jigsaw)ที่หายไป
เวทย์ เธียรธโนปจัย
คลิปวีดีทัศน์ชุดนี้ เป็นเพียงหลักฐานส่วนหนึ่งที่พิสูจน์ความจริงปริศนาภาพต่อ Jigsaw ที่หายไปข้างต้นซึ่งเป็นที่สงสัยกันมานานหลายปีแล้วตั้งแต่วันเกิดการปฎิวัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ทั้งนี้เพราะภาพข่าวที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นำพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เข้าเฝ้าถวายรายงานไม่มีพระสุรเสียงปรากฎในโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจวันนั้น  ประชาชนส่วนใหญ่จึงเป็นกังวลอยู่อย่างหนึ่งว่า พระเจ้าอยู่หัวของเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อปริศนาภาพต่อชิ้นหนึ่งหายไป ในที่สุดสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคอยให้ปรากฎก็เป็นความจริง ตามที่หลายคนสามารถอธิบายปริศนาภาพต่อ Jigsaw  ทั้งหมดได้ถูกต้องก่อนวีดีทัศน์ชุดนี้เสียอีก สิ่งที่ทุกคนอยากรู้และได้รู้ครั้งนี้ เท่าที่สามารถจับกระแสพระราชดำรัสได้บางตอนก็คือ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า สงสารนายกทักษิณ เขาทำงานดี..... ต่อไปอย่าทำอีกแล้วกัน เราต้องการประชาธิปไตย รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังเคยมีกระแสพระราชดำรัสไว้ว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนกระทั่งถึง ต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง"
พระราชปรารภเช่นนี้คนไทยไม่มีโอกาสได้รับทราบเลยเช่นกัน จึงทำให้พลเอกเปรมและคณะปฏิวัติ ถือเป็นโอกาสกระทำการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น
หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ว่า ต่อไปอย่าทำอีกแล้วกัน    หมายความว่าอย่างไร ก็คงอธิบายได้ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา การที่จะทรงห้ามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดหรือยุติเสียนั้นหาเป็นประโยชน์แต่อย่างไรไม่ ทรงไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัตินั้น แน่นอน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองไม่ต้องการให้เกิดกลียุคเกิดการจลาจลขึ้นทั่วไป จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อาจต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บได้ จึงต้องทรงยินยอม ทำตามที่พลเอกเปรมและคณะปฏิวัติต้องการทุกอย่าง ทรงต้องรับความขมขื่นไว้ในพระราชหฤทัยตลอดมา โดยคนไทยส่วนใหญ่หาได้รู้ความจริงเรื่องนี้ไม่                                                
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อระบอบประชาธิปไตยอีกประการหนึ่ง เมื่อตอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ ทรงกลับมีพระราชดำรัสว่า  ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราขทานนายกฯพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา ๗ มี ๒ บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯ พระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบ มั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุผล

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

Thai PM_abhisit weighs egg for sale, another barks up the wrong tree.

Thai PM_abhisit weighs egg for sale, another barks up the wrong tree.
Wett Tientanopajai
Counting from PM_abhisit first thinking of weighing egg for sale has been known, it appears to be a joke at all morning food Markets in Thailand.  It’s the utmost thinking of Thai government which Thai people never heard before that the PM can make a faux pas.  The unbelievable innovation how Thai PM created its, called,”weighing egg for sale”. Just like someone skin a former PM’s Idea vaguely or not, can’t remember.
As mentioned to egg, if we don’t understand its background we may be fool around. Now we needn’t to quarrel about chicken or egg starts first because Scientist’s successfully proved that chicken’s start certainly with trusted evidence. The Royal Academy Dictionary also prescribe numerative  noun designation last update as Fong, luk, bi. In addition, its significant  evidence to mention the holding of egg that’ll point out of PM_abhisit  wrong idea to weigh egg for sale even he firmly quotes to lower the cost of 10 satangs per egg. But he forgets to calculate the different cost of ฿3.00 per egg being broken-down by inholding its.  How does broken egg sell and who has to respond broken cost of egg? PM_abhisit or who too has to pay, buyers’re certainly can’t accept only PM’s to suffer a loss, isn’t its? No, there are none. He never respond what he’s done after being carry on councilor’s hip. By trying himself to float over any problem, the same thing will happen as “I don’t cause the egg broken why I’ve to be responsible for? (Tui Thoueng Duoek Lam         Tueng Bae Noi Tui<Ram Gii) You’re so smart.
Let us come to the egg chain of business with including chicken & duck, first start at egg farm, egg sorting man & Police.  A suggestion of Prof. Sudsanguen Suthisorn, well-known Academic for Red Shirts from TU, she rather cares  so much for using machine to sort, count & weigh of egg farms’ll cause big problem to the egg retailers in all markets can’t use measuring  machine prescribe by Dept. of internal Marketing. In weighing egg for sale, new measuring machine’d be design to help protect egg broken-down. If this’s true a special lotto will hit the mark to somebody, while the bad smell of chicken’s  excrement breeze up gently, especially the promotion budget widely rumored up to ฿100 millions.  Why should we have to pay the unnecessary budget to accommodate someone’s defilements?.  We can not only save ฿100m but egg retailers also save much cost of machine too.  
2nd egg chain is egg sorters who join the egg as egg farm worker to feed chicken & duck from the beginning. He’s been experiencing & developing their skill of holding egg utterly.  Skill of the sorter then, begins at feeding, picking up & sorting egg to packing the buyers’ order by the farm owners. The egg sorters’re career in connection with egg farms from the beginning. Then the end of the egg sorter is coming when a bullheaded PM takes part in egg with the idea of weighing egg for sale. As usually egg farms also have their own development according to nature step by step. There’re no problem & trouble at all, till the idea of weighing egg for sale crops up causing leap development to chicken farm in air-conditioning, automatic escalator with hand rail to egg collecting, count & sorting machines through egg packing.
Police is the 3rdegg chain, we often know little about the history & connection to egg when, why & how, but from the sorter who has to change his new career only three words come from him,  checkpoint-fine-egg.  What’s checkpoint & egg connection? Q&A, Pay the fine with egg. The End.  

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

นายกอภิสิทธิ์ชั่งไข่ขายเกาผิดที่คันอีกแล้ว

นายกอภิสิทธิ์ชั่งไข่ขายเกาผิดที่คันอีกแล้ว
เวทย์ เธียรธโนปจัย
นับตั้งแต่ความคิดให้ชั่งไข่ขายของนายกอภิสิทธิ์เป็นที่รู้กัน ก็ได้กลายเป็นจำอวดตลก (โจ๊ก) หน้าม่านเรื่องหนึ่งแพร่กระจายไปทั่วตลาดเช้าที่ขายสินค้าประเภทอาหารในประเทศไทย เหตุเพราะเป็นความคิดสุดยอดของผู้บริหารประเทศซึ่งคนไทยได้ฟังแล้วก็หัวสั่นหัวคลอนไม่คิดว่านายกจะปล่อยควายตัวเบ่อเร่อนวัตกรรมที่คนไทยไม่เคยพบเคยเห็นแบบว่าคิดไม่ถึงที่นายกไทยช่างคิดออกมาได้ยังไง “ชั่งไข่ขาย” อ้อดูเหมือนจะลอกเอาความคิดของอดีตนายกชวนหรือเปล่าไม่ทราบได้ เพราะสมัยนายหัวชวนเป็นนายกก็มีความคิดเกี่ยวกับไข่เหมือนกัน แต่รายละเอียดมิอาจทราบไม่มีเวลาไปค้นหาประวัติ
พูดถึงไข่ถ้าไม่รู้ภูมิหลังของไข่บ้างก็อาจเฉไฉได้คงไม่ต้องมาทะเลาะกันอีกแล้วว่า ไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเขาได้วิจัยและวิเคราะห์ออกมาจนได้หลักฐานทางวิทยาศาตร์ที่น่าเชื่อแล้วว่า ไก่เกิดก่อนไข่แน่นอน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็เรียกชื่อลักษณนามของไข่ปรับปรุงล่าสุดว่า ฟอง ลูกและใบ เดิมเรียกฟองคำเดียว ยังต้องพูดถึงวิธีจับไข่ต่อเพราะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่านายกอภิสิทธิ์คิดผิดถนัดที่ “ชั่งไข่ขาย” ซึ่งเขาอ้างว่าการชั่งไข่สามารถจะลดค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนไข่ลงได้ถึงฟองลูกหรือใบละ ๑๐ สตางค์ แต่นายกคงลืมคิดไปว่าถ้าจับไข่ไม่เป็นวิธีที่ถูกนั้นต้องจับตรงปลายมนทั้งสองข้าง ห้ามจับตรงกลางไข่จะแตกง่ายจับผิดจับถูกเกิดทำไข่แตกแล้วจะขายอย่างไร ไข่ใบละตั้ง ๓ บาทหรือเกินกว่านั้นไปแล้ว คนขายเขาต้องขาดทุนไข่ถึงใบละ ๓ บาท คนซื้อเขาคงไม่ยอมจ่ายแน่ แล้วนายกจะรับผิดชอบไข่ที่แตกหรือไม่ เพราะปกติท่านก็ไม่รับผิดชอบสิ่งที่ท่านทำทุกอย่างอยู่แล้ว ท่านจะพยายามลอยอยู่เหนือปัญหานั่นเอง คราวนี้ก็เหมือนกันท่านคงต้องอ้างว่า “ผมไม่ได้ทำไข่แตกโทษผมทำไม” (ตุยโถงเดือกลาม ตึงแบะนอย ตุย<รามจี) ให้มันได้อย่างนี้ซี
มาดูห่วงโซ่ของธุรกิจไข่กันในที่นี้หมายรวมทั้งไข่ไก่และเป็ด จะตั้งต้นที่โรงไข่ก็คือฟาร์มเลี้ยง คนคัดไข่แล้วก็ตำรวจ    มีข้อสังเกตุจากอาจารย์ตุ้มว่า หากฟาร์มเลี้ยงต้องใช้เครื่องจักรในการชั่งไข่ คัดไข่และนับจำนวนไข่เพื่อแยกประเภท เครื่องชั่งไข่จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าขายปลีกในตลาด เพราะคงไม่สามารถจะใช้เครื่องชั่งแบบที่กรมการค้าภายในกำหนดและให้ใช้อยู่เดิมได้ในการชั่งตวงวัดสินค้าที่ต้องชั่งตวงวัด ต้องออกแบบแล้วผลิตขึ้นมาใหม่ ทีนี้ละก็หวยออกฉบับพิเศษแน่ๆ เพราะมีคนได้กลิ่นตุๆของขี้ไก่ทะยอยออกมาตลอดเวลาโดยเฉพาะค่าโปรโมทการชั่งไข่ขายมีคนบอกตั้งงบไว้ถึง ๑๐๐ ล้านบาทใครอยากรู้ให้ไปถามนายกอภิสิทธิ์เจ้าของความคิดชั่งไข่ขายเอาเอง พูดเหมือนพลเอกประยุทธ์ ผบ.ทบ. เปี๊ยบเลยที่ให้สื่อมวลชนไปถามนายกเองถึงงบประมาณที่ ศอฉ.ใช้ไปกี่สิบกี่ร้อยล้านบาทนั่นแหละความจริงถ้าไม่คิดสร้างภาพก็คงไม่ต้องเสียเงินเป็น ๑๐๐ ล้านบาทเพื่อสนองตัณหาของใครไปทำไม พ่อค้าแม่ค้าไข่ก็ไม่ต้องเดือดร้อนซื้อตาชั่งสำหรับชั่งไข่ขาย ซึ่งดูมาถึงตรงนี้ก็เห็นว่าเกิดความเดือดร้อนเสียหายแน่ ที่หนีไม่พ้นก็ประชาชนเจ้าของเงินภาษีที่ต้องถูกเอาไปปู้ยี่ปู้ยำโดยไม่จำเป็นเลย ถ้าความคิดบ้าๆของนายกที่อยากดังในการชั่งไข่ขายหรือที่จริงอยากดับเร็วขึ้นมากกว่าเป็นความจริงอย่างที่เป็นข่าว
ห่วงโซ่วงที่สองคือคนคัดไข่ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับไข่ตั้งแต่เป็นลูกจ้างของฟาร์มเลี้ยงมาแต่แรกแล้วจึงพัฒนาความรู้ความสามารถในการจับไข่ได้เยี่ยมยอดในการเป็นผู้ดูแลให้อาหารไก่และเป็ดที่ฟาร์มเลี้ยงจนสูงด้วยประสบการณ์กลายเป็นมือจับไข่ที่ไม่ธรรมดา ทักษะคนคัดไข่จึงเริ่มต้นจากการเลี้ยงเก็บไข่และคัดไข่เพื่อเตรียมส่งขายให้กับผู้ซื้อตามคำสั่งของนายจ้างเจ้าของฟาร์ม คนคัดไข่จึงเป็นอาชีพเชื่อมโยงกับฟาร์มไข่มาตลอด แล้วก็มาถึงจุดจบของคนคัดไข่ที่ดันมีนายกอภิสิทธิ์เข้ามาสู่วงการไข่พร้อมกับไอเดียชั่งไข่ขายนี่เอง ปกติฟาร์มไข่เขาก็มีพัฒนาของเขาเองซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติค่อยเป็นค่อยไป ปัญหาและความเดือดร้อนจึงไม่มี แต่เมื่อความคิดในการชั่งไข่ขายเกิดขึ้นทำให้เกิดพัฒนาการแบบก้าวกระโดด ฟาร์มเลี้ยงไก่จึงติดแอร์คอนดิชั่น มี Hand Rail หรือบันไดเลื่อนอัตโนมัติให้ไข่วิ่งไปเข้าเครื่องรับคัดขนาดแล้วก็ Packing ลงสู่ถาดโฟมๆละ ๑ หรือ ๒ โหล จำไม่ได้ เป็นไข่เบอร์ ๑, ๒, ๓,ฯลฯ มันช่างไฮเท็คเหลือกำลัง คนคัดไข่ก็ได้แต่มองไข่ที่วิ่งในราง เพราะต่อไปนี้เขาจะไม่มีโอกาสได้จับไข่ด้วยมือของเขาอีกแล้ว
ห่วงโซ่ที่สามตำรวจไม่มีประวัติว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับไข่ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมและอย่างไร เมื่อแอบสะกิดถามมือคัดไข่ที่เหลือเพียงอดีตเพราะต้องหาอาชีพใหม่ เขากระซิบเบาๆแค่ ๓ คำว่า “พี่ ด่าน-ค่าต๋ง-ไข่” ถามต่อว่าด่านกับไข่เกี่ยวข้องยังไง จ่ายค่าปรับเป็นไข่ไงพี่ ก็เลยถึงบางอ้อ

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

“ติดอาวุธด้วยปัญญา”คุณหมอไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นก็ได้

“ติดอาวุธด้วยปัญญา”คุณหมอไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นก็ได้
เวทย์ เธียรธโนปจัย
นายแพทย์ประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง”ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง” โดยแนะติดอาวุธปัญญาประชาชนให้ทันก่อนหันไปจับอาวุธ ฟังแล้วอยากให้ท่านกลับไปรักษาคนไข้จะดีกว่า ที่บอกว่าท่านไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นก็ได้เพราะมีวิธีที่ดีกว่าง่ายกว่าแยะเลย ถ้าคนมีอำนาจคนรวยเขาไม่อยากให้เกิดการปฏิรูป แล้วคุณหมอยังจะให้ประชาชนต้องเป็นคนปฏิรูป คุณหมอก็พูดเป็นลิเกไปได้ แถมยังบอกอีกว่า ประชาชนจะต้องมีพลังปฏิรูปด้วยการติดอาวุธด้วยปัญญา แค่นี้ยังไม่พอท่านยังมอบหน้าที่ให้นักวิชาการ สถาบันต่างๆ ต้องสร้างความรู้ให้ชัดเจนว่า จะปฏิรูปอะไร ทำอย่างไร เอาความรู้ไปให้ประชาชน แล้วที่คุณหมอบอกนั่นมันคืออะไร ทำอย่างไรล่ะ ฟังแล้วก็ยิ่งงงหนักขึ้น สุดท้ายยังบอกว่าถ้าไม่ทำอย่างที่คุณหมอบอก หนักเข้าประชาชนจะติดอาวุธด้วยอาวุธจริงๆแล้วละก้อจะเกิดความวุ่นวายต่างๆ ตามมา คุณหมอพูดตั้งแต่เกิดจากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอนซึ่งเป็นตอนจบของเรื่อง ขอประทานโทษจริงๆ ที่ยังฟังไม่ออกว่าคุณหมอหมายถึงอะไร ไม่รู้จริงๆ พับผ่าเถอะ
จับได้แค่สองคำเท่านั้นคือปัญญากับอาวุธ ปัญญาในความหมายของคุณหมอจะพยายามเข้าใจให้ได้ว่ามันคือปัญญา แต่จะตรงกับที่คุณหมอบอกหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ ส่วนอาวุธก็เหมือนกันที่เข้าใจอยู่อาวุธก็คืออาวุธอีกนั่นแหละจะตรงกับที่คุณหมอต้องการหรือไม่ก็ไม่รู้อีก ข้อสำคัญถ้ามีสองคำที่ว่านี้จะช่วยแก้ไขความขัดแย้งได้นัยว่าชงัดนักเหมือนยาฉีดรักษาไข้ยังงั้นทีเดียว นี่พยายามมองเพื่อเชียร์คุณหมอเต็มที่แล้ว แต่ไม่เห็นที่คุณหมอพูดถึงความขัดแย้งเลย ว่าคืออะไร ยกตัวอย่าง คุณจตุพรคิดว่านายกอภิสิทธิ์หนีการเกณฑ์ทหาร แต่นายกอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธว่าเปล่าหนี นี่คือเกิดขัดแย้งแล้วใช่ไหม แล้วถ้ามีสองอย่างที่คุณหมอบอก คือปัญญากับอาวุธ ก็สามารถจะแก้ไขความขัดแย้งนี้ได้เหมือนปลอกกล้วยเข้าปากอย่างที่คุณหมอต้องการใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็แล้วไปถ้าไม่ใช่ก็เห็นจะต้องให้คุณหมอสาธกให้ฟังเพราะยังไงๆก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง แม้พยายามจะเข้าข้างคุณหมอจนแล้วจนรอดก็ตาม
ที่จั่วหัวว่า ”ติดอาวุธด้วยปัญญา” คุณหมอไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นก็ได้ หมายความว่ามีวิธีที่ดีกว่าง่ายกว่าของคุณหมอเพราะมีคนกำลังทำอย่างสุดฝีมือกลุ่มใหญ่จนใกล้จะเสร็จแล้วด้วย จะเป็นใครเสียอีกถ้าไม่ใช่คนเสื้อแดงเพราะเขาทำมากับตีนจริงๆ ทุกครั้งที่มีการชุมนุมพวกเขาก็มักจะย่ำเท้ากันมาจนแดงพรึบไปหมดทั้งถนนโดยไม่เห็นจะต้องติดอาวุธทางปัญญามาเลย เพราะแต่ละคนก็มาด้วยปัญญาที่แน่วแน่ของพวกเขาเองทั้งสิ้นคือการมาเรียกร้องเอาอธิปไตยที่เป็นของพวกเขาอยู่แต่เดิมแต่ถูกรัฐบาลขโมยไปคืน นั่นคือประชาธิปไตย โดยเฉพาะเสื้อแดงล้วนมามือเปล่าไม่เห็นจะต้องติดจรวดหรืออาวุธจริงๆอย่างที่คุณหมอว่า แต่รัฐบาลเสียอีกให้ทหารติดอาวุธสงครามเอ็ม ๑๖ พร้อมกระสุนครบมือมากันเพียบเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างที่คุณหมอว่าหรือเพื่อเพิ่มความขัดแย้งกันแน่ก็ไม่รู้
ที่จริงเสื้อแดงต่างหากที่สามารถแก้ความขัดแย้งและสร้างความปรองดองได้ยอดเยี่ยมโรงเรียนผู้ปฏิบัติงานนปช.เพราะใช้เวลาไม่ถึงปีก็ทำให้เสื้อแดงแดงทั้งแผ่นดินได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งไม่ว่าตาสีตาสายายมายายมีถ้าไปถามว่าประชาธิปไตยคืออะไรทุกคนตอบได้หมด ที่น่าทึ่งมากก็คือพวกเขาเหล่านั้นสามารถขึ้นเวทีปราศรัยได้ทุกคนโดยไม่ต้องเกาะโพเดียมเลย วิธีการที่คุณหมอเสนอแนวคิดเพื่อแก้ไขความขัดแย้งจึงน่าจะเหมาะกับผู้ที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตยแต่ฟังที่คุณหมอเสนอแนะออกหรือคนที่เชิญคุณหมอมาพูดซึ่งก็คงมีอยู่จำนวนหนึ่งไม่กี่คนเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องสรุปอะไรอีก เพราะเสื้อแดงนั้นข้ามเรื่องประชาธิปไตยไปไกลแล้ว