ขอความเป็นธรรมให้พระเจ้าอยู่หัวด้วย
เวทย์ เธียรธโนปจัย
ในสังคมประชาธิปไตยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่าง ล้วนได้ให้การรับรองบุคคลตามมาตรา ๓๙ ไว้ว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้
และเป็นที่รู้กันว่าผู้ที่ต้องถูกกล่าวหาว่าละเมิดหรือต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ( Lèse majesté) ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ในทางที่ผิดๆ ด้วยการพูดและการเขียนเป็นบทความหรือเป็นหนังสือเล่ม รวมทั้งการพูดวิจารณ์ในที่สาธารณะ เช่นการพูดในการชุมนุมเรียกร้องต่างๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นประจำ จริงๆแล้วคนไทยส่วนใหญ่รู้และเข้าใจดีว่า ความจงรักภักดีคืออะไร เพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในหัวใจของคนไทยมาตลอด ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำหรือบังคับให้ต้องจงรักภักดี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศที่เป็นสื่อมวลชนเช่นผู้สื่อข่าวต่างประเทศหรือนักเขียนนักวิจารณ์ที่มีทั้งเจตนาและไม่เจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับในหลวงของเรา เพราะคิดว่าหากวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวของไทยแล้ว บทความหรือหนังสือข้อวิจารณ์ต่างๆ จะเป็นที่สนใจของคนอ่านทั่วโลกทำให้หนังสือขายดี แต่ถ้าวิจารณ์ในทางที่ถูกหรือชมก็ไม่ถือว่าละเมิดหรือผิดตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด เว้นแต่จะพูดหรือเขียนเพราะปากหรือปากกาพาไป
ที่เราชวนกันมาเกากฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กันนี้ เราเคยพูดหรือฟังถึงผู้ที่มักจะถูกอ้างถึงอย่างสำคัญว่าเป็นต้นเหตุที่มาของปัญหานี้ทั้งๆ ที่ผู้ถูกอ้างถึงนี้ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่ต้องตกเป็นขี้ปากด้วยทุกครั้ง คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา หลายคนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าที่ท่านต้องติดคุกต้องโทษตามมาตรา ๑๑๒ ทำไมพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องถูกนำมาเกี่ยวข้องด้วยเล่า และหลายคนไม่ว่าเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศที่ต้องโทษตามมาตรา ๑๑๒ แล้วจู่ๆก็ถูกปล่อยตัวโดยไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวต้องถูกนำมาเกี่ยวข้องด้วยเช่นเดียวกัน
เราจะไม่ฟังผู้ที่ถูกปัญหากฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มากระทบทุกครั้งที่มีคดีหมิ่นพระบรม เดชานุภาพเกิดขึ้น คนไทยเป็นจำนวนมากหาได้รู้ไม่ว่าพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงต้องพบกับความไม่เป็นธรรมเหมือนกันจากกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้ด้วย พระเจ้าอยู่หัวของเราที่พระองค์ทรงบ่นมาตลอดเวลาว่าทรงต้องเดือดร้อนมากกว่าผู้ที่ตกเป็นจำเลยหรือเป็นโจทก์เสียอีก แต่ไม่ยักมีใครฟังหรือฟังแล้วจะคิดแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ในส่วนที่ตรงประเด็นกันหรือเปล่า
พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าพ้นกระหม่อม ทราบด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า ทรงเคยมีพระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ไว้ว่า “เมื่อก่อน ก่อนจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เป็นคิง คิงแบบไทยๆ ฝรั่งบอกเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่ทำผิด เพราะระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ตายแล้ว ลำบาก ต้องระวัง ไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติที่เรียกว่าการเมือง หรือการอยู่ในสายตาของคน สายตาคนฆ่าได้ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่าทำไม การที่บอกว่า The King can do no wrong เพราะต้อง do no wrong เพราะถ้า do wrong ตาย.....”
“ที่พูดอย่างนี้อาจแปลกๆ หน่อย นี่ก็หาว่าแช่ง แต่ที่จริงไม่แช่ง สงสาร เพราะถ้าไม่ระวัง เมืองไทยตาย เพราะฉะนั้นจึงขอร้องอย่างเดียวกันว่า มาวันนี้ให้ระวังๆ ระวังที่คิด ที่พูด ที่ทำ ถ้านึกว่าทำถูกต้องให้ทำเรื่องที่มี และก็บอกในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ บอกว่า ที่เดอะคิงทำอะไร ก็ไม่วิจารณ์ และเขาบอกอย่าวิจารณ์ ที่จริงอยากให้วิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไรไป ก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดี หรือไม่ดี ถ้าไม่พูดก็หาว่าทำดีแล้ว.....”
“แต่แท้จริง ที่พูด ที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์ บอกว่าอย่าไปวิจารณ์เดอะคิง ต้องบอกว่า อย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดไม่ได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้องว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไมได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ approve พระเจ้าอยู่หัว เห็นชอบด้วย.....”
“แต่ไม่เคยมีใครมาบอก เห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก แต่ว่าความจริง ก็จะต้อง วิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ว่าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่า พระเจ้าอยู่หัว ไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัว ไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน ถ้าบอกไม่วิจารณ์ แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร.....”
“ถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในสมองว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาดๆ ถ้าขอเปิดเผยว่าวิจารณ์ตัวเองได้ว่า บางทีก็อาจจะผิด แต่ไม่รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน ฉะนั้นก็ที่บอกว่าการวิจารณ์ เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอมบ์ คือ เป็นเรื่องของ ขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิด ไม่ดี.....”
“แต่เมื่อบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์ ไม้ให้ ละเมิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้ายก็เลยพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบากแย่ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม้ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันก็ยังไม่กล้า สองไม่เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัวไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆ ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว ละเมิดเดอะคิง แล้วก็หัวเราะเยาะว่าเดอะคิงของไทยแลนด์ ของพวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย.....”
“ฉะนั้นก็ บางโอกาสขอให้ละเมิด จะได้รู้กันว่าใครดีไม่ดี นี่พูดเลยเถิดพูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ไม่ต้องกลัวเพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่ามีความผิดพยักหน้า พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวคนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข นี่ผิดตรงนี้ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น ในเมืองไทยนี่คนไหนที่ทำอะไรไม่เข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ”
“ถ้าเป็นข้าราชการ ก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ ที่มีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิดเรื่องเข้าคุก แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัยที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่าต้องเข้าคุก....”
“ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้นก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดีอย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรสักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ ๖ ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ ๙ ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ให้ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน....”
ฟังพระราชดำรัสจากพระเจ้าอยู่หัวแบบ Long Play กันมาเต็มอิ่มแล้ว หลายคนน่าจะถึงบางอ้อว่า แท้จริงพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องรับเคราะห์จากมาตรา ๑๑๒ ด้วยพระองค์เองมาตลอด ไม่ใช่แต่เพียงทั้งโจทก์หรือจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น ที่สำคัญเราน่าจะมาช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะปลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวจะไม่ดีกว่าหรือ
ศาสตราจารย์สุดสงวน สุธีสร จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย “สมคบคิด” (Conspiracy Law) ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายอาญาแบบนี้ใช้ นัยว่าถ้าเรามีกฎหมายนี้จะทำให้การปฏิวัติรัฐประหารสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเลย ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไว้น่าฟังทีเดียว ว่า “มาตรา ๑๑๒ มีอะไรที่พิลึกๆอย่างหนึ่งก็คือ ใครจะฟ้องใครก็ได้ทั้งๆคนที่เดือดร้อนจริงๆที่น่าจะเป็นโจทก์ตัวจริงเสียงจริงกลับไม่รู้เรื่อง คือพระเจ้าอยู่หัวของเรา จึงกลายเป็นข้ออ้างหรือเครื่องมือที่รัฐบาลใช้กำจัดสัตรูคู่แข่งทางการเมืองหรือฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เหตุผล แถมยังตีความตามใจชอบเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ทำกันมั่วแบบไม่มีมาตรฐาน”
ความจริงกฎหมายเขามีไว้เพื่อป้องปรามและป้องกันไม่ให้คนทำผิด ไม่ใช่มีไว้เพื่อใช้ปราบปรามประชาชน แต่มีอมนุษย์บางคนบางกลุ่มและบางพวกได้อาศัยกฎหมายนี้เพื่อหากินกลั่นแกล้งและรังแกฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับตน ปัญหาความไม่เป็นธรรมจึงเกิดขึ้น ถ้าคิดกันให้ดีๆ จะเห็นว่ามาตรา ๑๑๒ นี้แทบจะไม่ต้องแตะเลยก็ว่าได้ในเรื่องหลักการของกฎหมาย ไม่ว่าพวกที่อยากให้ยกเลิกหรือพวกที่อยากให้คงไว้หรือแม้แต่พวกที่อยากสนับสนุนให้ใช้ต่อไปด้วยซ้ำ ที่จริงก็เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่ง เมื่อใช้ไปนานๆ ก็ต้องเสียขัดข้องจนใช้การไม่ได้ หรือหากไม่ได้ใช้นานๆเข้าก็เป็นสนิมหรือตกรุ่น (Obsolete) พ้นสมัยไป ถ้าไม่มีการใช้ไม่หยอดน้ำมัน กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ก็เช่นเดียวกัน จะใจร้อนไปทำไมว่าควรยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ทั้งๆ ที่น่าจะถกกันว่า ถ้าการบังคับให้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ถูกบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะจากตำรวจเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อัยการและศาล ซึ่งเป็นขบวนการยุติธรรมหรือตัวรัฐบาลเองไม่เสียจริตใช้กฎหมายอย่างซาตานทำให้ผู้คนต้องเดือดร้อนกันวุ่นวายไปหมด รวมทั้งพระเจ้าอยู่หัวด้วยที่ทรงบ่นมาตลอดว่าทรงเดือดร้อนๆ แต่ก็ไม่ยักจะมีใครทั้งรัฐสภาหรือรัฐบาลหรือประชาชนทั่วไปคิดแก้ไขกัน
ดูๆ ไปพวกเรากำลังจะเกาผิดเกาถูกหรือเปล่า ที่พากันเป็นห่วงกังวลต่อปัญหาที่เกิดจากตัวกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ แทนที่จะมาดูกันว่า เหตุเกิดเพราะมีการบังคับใช้กฎหมายไม่ถูกต้องต่างหาก คนที่เขาเขียนกฎหมายอาญานั้น เขามีวัตถุประสงค์ มีเจตนาและมึความรอบคอบถูกต้องอยู่ไม่น้อยจึงได้มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเอาไว้ให้ใช้เสมือนเป็นคู่มือกำกับไว้ด้วยว่าจะต้องพิจารณากฎหมายอาญาอย่างไรจะต้องอ่านกฎหมายตรงๆอย่างไร แล้วจะต้องบังคับใช้กฎหมายกันตามตรงอย่างไร ไม่ใช่ทำอย่างพวกเลี่ยงบาลีที่ถูกผีเข้าสิง จะพิจารณาความอาญาอย่างไร สองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานแต่อย่างไรก็ได้ใครจะทำไม ความเดือดร้อนจึงเกิดกันทั่วหน้า
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบันที่น่าคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลได้ก่ออาชญากรรมที่เรียกว่า เป็น Political Crime หรืออาชญากรรมทางการเมือง และ State Crime คืออาชญากรรมจากรัฐ ที่รัฐใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คนเสื้อแดงกล่าวหารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโดยตรง แต่เนื่องจากกรณีนี้คนเสื้อแดงเชื่อว่าไม่อาจฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับรัฐบาลทางศาลยุติธรรมภายในประเทศได้ จึงได้นำคดีไปฟ้องร้องกับศาลอาญาระหว่างประเทศ (The International Criminal Court) หรือ ICC. ขณะนี้เรื่องอยู่ในการพิจารณาของศาล ICC.
§ แล้วเราจะทำอย่างไรกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับพระเจ้าอยู่หัว ประการแรกที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถจะลดทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวให้น้อยลงด้วยการ Screen เรื่องที่มีคนฟ้องร้องข้อหาหมิ่นฯในชั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการอย่างตรงไปตรงมา คำฟ้องที่ขาดหลักฐานขาดเจตนา หรือถูกกลั่นแกล้งฯลฯที่ขาดน้ำหนัก ถ้าทำได้เชื่อว่าจะสามารถลดทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวลงได้ถึงครึ่งหนึ่งซึ่งไม่น้อยทีเดียว
§
§ ประการที่ ๒ น่าจะส่งคำฟ้องที่รับไว้ให้สำนักราชเลขาธิการช่วยดูด้วยว่าสมควรจะรับฟ้องหรือไม่ หากเข้าข่ายที่สำนักราชเลขาธิการเคยรับเรื่องที่มีผู้ยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษไม่ว่ากรณีใดๆ เพื่อจะได้ช่วยอัยการและศาลไม่ให้ต้องพิจารณซ้ำคดีหมิ่นฯดังกล่าวจะได้ไม่รกศาล
§
§ ประการที่ ๓ อัยการมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยลดคดีหมิ่นฯลงได้จริงๆ หากมีจิตสำนึกที่จะช่วยลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัว ด้วยการพิจารณาคำฟ้องอย่างตรงไปตรงมา แล้วสั่งไม่ฟ้องคดีได้ หากเห็นว่าเนื้อหาคำฟ้องของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะถูกกลั่นแกล้ง การสั่งไม่ฟ้องลักษณะคดีดังกล่าวจะช่วยลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวในการละเมิดคดีหมิ่นฯได้ อัยการยังจะช่วยเสริมสร้างพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวให้ปรากฎถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์
§
§ ประการที่ ๔ ศาลเป็นฝ่ายสุดท้ายในการให้ความยุติธรรมทั้งแก่ประชาชนและพระเจ้าอยู่หัวด้วยในการพิจารณาคดีหมิ่นฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พระปรมาภิไธยแทนพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย แม้จะต้องเคร่งครัดพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมาที่สุดก็ตาม ถ้าศาลเข้าใจพระเจ้าอยู่หัว รู้ว่าทรงมีพระเมตตากรุณาต่อพสกนิกรของพระองค์อย่างท่วมท้นจนไม่อาจจะหาใครเทียบเท่าได้เลยแล้ว ท่านผู้พิพากษาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ความเป็นธรรมแทนพระองค์ท่าน จะตั้งอยู่ในสำนึกที่ทรงมักจะพระราชทานพระราชดำริแก่ท่านทั้งหลายที่เข้าเฝ้าถวายตัวกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งจะสามารถช่วยคลายทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวได้ในที่สุด
§
§ เพิ่งอ่านพบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ซึ่งระบุไว้ว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต...” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญต่อวงการศึกษาชั้นสูงในมหาวิทยาลัยขณะนี้ จะเป็นความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกหรือเปล่า เพราะเรากำลังคิดที่จะลดทุกข์และขอความเป็นธรรมให้กับพระเจ้าอยู่หัวก็เกิดปัญหานักวิชาการถูกข้อหาหมิ่นฯกันอีก ทั้งๆที่ครูอาจารย์เหล่านั้นกำลังหาวิธี ค้นมาตรา ๑๑๒ ให้พบว่าจะทำอย่างไรกันจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปสงสัยให้เสียเวลาเสียสมองว่า ท่านเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตใจหรือไม่ อย่าเพิ่มทุกข์กันอีกเลย
§
§ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันด้วยความตั้งใจที่จะลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวจริงๆ ก็จะทำให้คดีหมิ่นฯน้อยลงและอาจจะหมดไปได้ในที่สุดจะไม่ดีกว่าหรือ เพราะจริงๆแล้วเจ้าทุกข์ตัวจริงเสียงจริง คือพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องเดือดร้อนด้วยทุกครั้ง เราจะไม่ช่วยกันทำให้ทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวหมดไปด้วยการถวายความเป็นธรรมให้พระองค์ท่านกระนั้นหรือ