วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

ขอความเป็นธรรมให้พระเจ้าอยู่หัวด้วย

ขอความเป็นธรรมให้พระเจ้าอยู่หัวด้วย
เวทย์ เธียรธโนปจัย
ในสังคมประชาธิปไตยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่าง ล้วนได้ให้การรับรองบุคคลตามมาตรา ๓๙ ไว้ว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้
และเป็นที่รู้กันว่าผู้ที่ต้องถูกกล่าวหาว่าละเมิดหรือต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ       ( Lèse majesté) ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ในทางที่ผิดๆ ด้วยการพูดและการเขียนเป็นบทความหรือเป็นหนังสือเล่ม รวมทั้งการพูดวิจารณ์ในที่สาธารณะ เช่นการพูดในการชุมนุมเรียกร้องต่างๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นประจำ จริงๆแล้วคนไทยส่วนใหญ่รู้และเข้าใจดีว่า ความจงรักภักดีคืออะไร เพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในหัวใจของคนไทยมาตลอด ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำหรือบังคับให้ต้องจงรักภักดี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศที่เป็นสื่อมวลชนเช่นผู้สื่อข่าวต่างประเทศหรือนักเขียนนักวิจารณ์ที่มีทั้งเจตนาและไม่เจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับในหลวงของเรา เพราะคิดว่าหากวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวของไทยแล้ว บทความหรือหนังสือข้อวิจารณ์ต่างๆ จะเป็นที่สนใจของคนอ่านทั่วโลกทำให้หนังสือขายดี  แต่ถ้าวิจารณ์ในทางที่ถูกหรือชมก็ไม่ถือว่าละเมิดหรือผิดตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด เว้นแต่จะพูดหรือเขียนเพราะปากหรือปากกาพาไป
ที่เราชวนกันมาเกากฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กันนี้ เราเคยพูดหรือฟังถึงผู้ที่มักจะถูกอ้างถึงอย่างสำคัญว่าเป็นต้นเหตุที่มาของปัญหานี้ทั้งๆ ที่ผู้ถูกอ้างถึงนี้ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่ต้องตกเป็นขี้ปากด้วยทุกครั้ง คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา หลายคนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าที่ท่านต้องติดคุกต้องโทษตามมาตรา ๑๑๒ ทำไมพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องถูกนำมาเกี่ยวข้องด้วยเล่า และหลายคนไม่ว่าเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศที่ต้องโทษตามมาตรา ๑๑๒ แล้วจู่ๆก็ถูกปล่อยตัวโดยไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวต้องถูกนำมาเกี่ยวข้องด้วยเช่นเดียวกัน
เราจะไม่ฟังผู้ที่ถูกปัญหากฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มากระทบทุกครั้งที่มีคดีหมิ่นพระบรม    เดชานุภาพเกิดขึ้น คนไทยเป็นจำนวนมากหาได้รู้ไม่ว่าพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงต้องพบกับความไม่เป็นธรรมเหมือนกันจากกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้ด้วย พระเจ้าอยู่หัวของเราที่พระองค์ทรงบ่นมาตลอดเวลาว่าทรงต้องเดือดร้อนมากกว่าผู้ที่ตกเป็นจำเลยหรือเป็นโจทก์เสียอีก แต่ไม่ยักมีใครฟังหรือฟังแล้วจะคิดแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ในส่วนที่ตรงประเด็นกันหรือเปล่า
พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าพ้นกระหม่อม ทราบด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า ทรงเคยมีพระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ไว้ว่า “เมื่อก่อน ก่อนจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เป็นคิง คิงแบบไทยๆ ฝรั่งบอกเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่ทำผิด เพราะระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ตายแล้ว ลำบาก ต้องระวัง ไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติที่เรียกว่าการเมือง หรือการอยู่ในสายตาของคน สายตาคนฆ่าได้ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่าทำไม การที่บอกว่า The King can do no wrong เพราะต้อง do no wrong เพราะถ้า do wrong ตาย.....”
“ที่พูดอย่างนี้อาจแปลกๆ หน่อย นี่ก็หาว่าแช่ง แต่ที่จริงไม่แช่ง สงสาร เพราะถ้าไม่ระวัง เมืองไทยตาย เพราะฉะนั้นจึงขอร้องอย่างเดียวกันว่า มาวันนี้ให้ระวังๆ ระวังที่คิด ที่พูด ที่ทำ  ถ้านึกว่าทำถูกต้องให้ทำเรื่องที่มี และก็บอกในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ บอกว่า ที่เดอะคิงทำอะไร ก็ไม่วิจารณ์ และเขาบอกอย่าวิจารณ์ ที่จริงอยากให้วิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไรไป ก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดี หรือไม่ดี ถ้าไม่พูดก็หาว่าทำดีแล้ว.....”
“แต่แท้จริง ที่พูด ที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์ บอกว่าอย่าไปวิจารณ์เดอะคิง ต้องบอกว่า อย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร  ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดไม่ได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้องว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไมได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ approve พระเจ้าอยู่หัว เห็นชอบด้วย.....”
แต่ไม่เคยมีใครมาบอก เห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก แต่ว่าความจริง ก็จะต้อง        วิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ว่าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่า พระเจ้าอยู่หัว ไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัว ไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน ถ้าบอกไม่วิจารณ์ แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร.....”
“ถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในสมองว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาดๆ ถ้าขอเปิดเผยว่าวิจารณ์ตัวเองได้ว่า บางทีก็อาจจะผิด แต่ไม่รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน ฉะนั้นก็ที่บอกว่าการวิจารณ์ เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอมบ์ คือ เป็นเรื่องของ ขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิด ไม่ดี.....”
“แต่เมื่อบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์ ไม้ให้ ละเมิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้ายก็เลยพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบากแย่ อยู่ในฐานะลำบาก ก็แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม้ให้วิจารณ์ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกันก็ยังไม่กล้า สองไม่เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัวไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อยๆ ละเมิดพระเจ้าอยู่หัว ละเมิดเดอะคิง แล้วก็หัวเราะเยาะว่าเดอะคิงของไทยแลนด์ ของพวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย.....”
ฉะนั้นก็ บางโอกาสขอให้ละเมิด จะได้รู้กันว่าใครดีไม่ดี นี่พูดเลยเถิดพูดมากไป  แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ไม่ต้องกลัวเพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่ามีความผิดพยักหน้า พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวคนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข นี่ผิดตรงนี้ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น ในเมืองไทยนี่คนไหนที่ทำอะไรไม่เข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ”
“ถ้าเป็นข้าราชการ ก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ ที่มีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิดเรื่องเข้าคุก แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัยที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่าต้องเข้าคุก....
ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้นก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดีอย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรสักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ ๖ ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ ๙ ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ให้ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน....
ฟังพระราชดำรัสจากพระเจ้าอยู่หัวแบบ Long Play กันมาเต็มอิ่มแล้ว หลายคนน่าจะถึงบางอ้อว่า แท้จริงพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องรับเคราะห์จากมาตรา ๑๑๒ ด้วยพระองค์เองมาตลอด ไม่ใช่แต่เพียงทั้งโจทก์หรือจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น ที่สำคัญเราน่าจะมาช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะปลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวจะไม่ดีกว่าหรือ
ศาสตราจารย์สุดสงวน สุธีสร จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย “สมคบคิด” (Conspiracy Law) ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายอาญาแบบนี้ใช้ นัยว่าถ้าเรามีกฎหมายนี้จะทำให้การปฏิวัติรัฐประหารสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเลย ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ไว้น่าฟังทีเดียว ว่า “มาตรา ๑๑๒ มีอะไรที่พิลึกๆอย่างหนึ่งก็คือ ใครจะฟ้องใครก็ได้ทั้งๆคนที่เดือดร้อนจริงๆที่น่าจะเป็นโจทก์ตัวจริงเสียงจริงกลับไม่รู้เรื่อง คือพระเจ้าอยู่หัวของเรา จึงกลายเป็นข้ออ้างหรือเครื่องมือที่รัฐบาลใช้กำจัดสัตรูคู่แข่งทางการเมืองหรือฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เหตุผล แถมยังตีความตามใจชอบเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ทำกันมั่วแบบไม่มีมาตรฐาน
ความจริงกฎหมายเขามีไว้เพื่อป้องปรามและป้องกันไม่ให้คนทำผิด ไม่ใช่มีไว้เพื่อใช้ปราบปรามประชาชน แต่มีอมนุษย์บางคนบางกลุ่มและบางพวกได้อาศัยกฎหมายนี้เพื่อหากินกลั่นแกล้งและรังแกฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับตน ปัญหาความไม่เป็นธรรมจึงเกิดขึ้น ถ้าคิดกันให้ดีๆ จะเห็นว่ามาตรา ๑๑๒ นี้แทบจะไม่ต้องแตะเลยก็ว่าได้ในเรื่องหลักการของกฎหมาย ไม่ว่าพวกที่อยากให้ยกเลิกหรือพวกที่อยากให้คงไว้หรือแม้แต่พวกที่อยากสนับสนุนให้ใช้ต่อไปด้วยซ้ำ ที่จริงก็เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่ง เมื่อใช้ไปนานๆ ก็ต้องเสียขัดข้องจนใช้การไม่ได้ หรือหากไม่ได้ใช้นานๆเข้าก็เป็นสนิมหรือตกรุ่น (Obsolete) พ้นสมัยไป ถ้าไม่มีการใช้ไม่หยอดน้ำมัน กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ก็เช่นเดียวกัน จะใจร้อนไปทำไมว่าควรยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ทั้งๆ ที่น่าจะถกกันว่า ถ้าการบังคับให้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ถูกบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะจากตำรวจเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อัยการและศาล ซึ่งเป็นขบวนการยุติธรรมหรือตัวรัฐบาลเองไม่เสียจริตใช้กฎหมายอย่างซาตานทำให้ผู้คนต้องเดือดร้อนกันวุ่นวายไปหมด รวมทั้งพระเจ้าอยู่หัวด้วยที่ทรงบ่นมาตลอดว่าทรงเดือดร้อนๆ แต่ก็ไม่ยักจะมีใครทั้งรัฐสภาหรือรัฐบาลหรือประชาชนทั่วไปคิดแก้ไขกัน
ดูๆ ไปพวกเรากำลังจะเกาผิดเกาถูกหรือเปล่า ที่พากันเป็นห่วงกังวลต่อปัญหาที่เกิดจากตัวกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ แทนที่จะมาดูกันว่า เหตุเกิดเพราะมีการบังคับใช้กฎหมายไม่ถูกต้องต่างหาก คนที่เขาเขียนกฎหมายอาญานั้น เขามีวัตถุประสงค์ มีเจตนาและมึความรอบคอบถูกต้องอยู่ไม่น้อยจึงได้มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเอาไว้ให้ใช้เสมือนเป็นคู่มือกำกับไว้ด้วยว่าจะต้องพิจารณากฎหมายอาญาอย่างไรจะต้องอ่านกฎหมายตรงๆอย่างไร แล้วจะต้องบังคับใช้กฎหมายกันตามตรงอย่างไร ไม่ใช่ทำอย่างพวกเลี่ยงบาลีที่ถูกผีเข้าสิง จะพิจารณาความอาญาอย่างไร สองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานแต่อย่างไรก็ได้ใครจะทำไม ความเดือดร้อนจึงเกิดกันทั่วหน้า
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบันที่น่าคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลได้ก่ออาชญากรรมที่เรียกว่า เป็น Political Crime หรืออาชญากรรมทางการเมือง และ State Crime คืออาชญากรรมจากรัฐ ที่รัฐใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คนเสื้อแดงกล่าวหารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโดยตรง แต่เนื่องจากกรณีนี้คนเสื้อแดงเชื่อว่าไม่อาจฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับรัฐบาลทางศาลยุติธรรมภายในประเทศได้ จึงได้นำคดีไปฟ้องร้องกับศาลอาญาระหว่างประเทศ (The International Criminal Court) หรือ ICC.   ขณะนี้เรื่องอยู่ในการพิจารณาของศาล ICC.
§  แล้วเราจะทำอย่างไรกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับพระเจ้าอยู่หัว ประการแรกที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถจะลดทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวให้น้อยลงด้วยการ Screen เรื่องที่มีคนฟ้องร้องข้อหาหมิ่นฯในชั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการอย่างตรงไปตรงมา คำฟ้องที่ขาดหลักฐานขาดเจตนา หรือถูกกลั่นแกล้งฯลฯที่ขาดน้ำหนัก ถ้าทำได้เชื่อว่าจะสามารถลดทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวลงได้ถึงครึ่งหนึ่งซึ่งไม่น้อยทีเดียว
§ 
§  ประการที่ ๒ น่าจะส่งคำฟ้องที่รับไว้ให้สำนักราชเลขาธิการช่วยดูด้วยว่าสมควรจะรับฟ้องหรือไม่ หากเข้าข่ายที่สำนักราชเลขาธิการเคยรับเรื่องที่มีผู้ยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษไม่ว่ากรณีใดๆ เพื่อจะได้ช่วยอัยการและศาลไม่ให้ต้องพิจารณซ้ำคดีหมิ่นฯดังกล่าวจะได้ไม่รกศาล
§ 
§  ประการที่ ๓ อัยการมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยลดคดีหมิ่นฯลงได้จริงๆ หากมีจิตสำนึกที่จะช่วยลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัว ด้วยการพิจารณาคำฟ้องอย่างตรงไปตรงมา แล้วสั่งไม่ฟ้องคดีได้ หากเห็นว่าเนื้อหาคำฟ้องของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะถูกกลั่นแกล้ง การสั่งไม่ฟ้องลักษณะคดีดังกล่าวจะช่วยลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวในการละเมิดคดีหมิ่นฯได้ อัยการยังจะช่วยเสริมสร้างพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวให้ปรากฎถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์
§ 
§  ประการที่ ๔  ศาลเป็นฝ่ายสุดท้ายในการให้ความยุติธรรมทั้งแก่ประชาชนและพระเจ้าอยู่หัวด้วยในการพิจารณาคดีหมิ่นฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พระปรมาภิไธยแทนพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย แม้จะต้องเคร่งครัดพิจารณาคดีอย่างตรงไปตรงมาที่สุดก็ตาม ถ้าศาลเข้าใจพระเจ้าอยู่หัว รู้ว่าทรงมีพระเมตตากรุณาต่อพสกนิกรของพระองค์อย่างท่วมท้นจนไม่อาจจะหาใครเทียบเท่าได้เลยแล้ว ท่านผู้พิพากษาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ความเป็นธรรมแทนพระองค์ท่าน จะตั้งอยู่ในสำนึกที่ทรงมักจะพระราชทานพระราชดำริแก่ท่านทั้งหลายที่เข้าเฝ้าถวายตัวกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้งจะสามารถช่วยคลายทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวได้ในที่สุด
§   
§  เพิ่งอ่านพบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ซึ่งระบุไว้ว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต...” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญต่อวงการศึกษาชั้นสูงในมหาวิทยาลัยขณะนี้ จะเป็นความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกหรือเปล่า เพราะเรากำลังคิดที่จะลดทุกข์และขอความเป็นธรรมให้กับพระเจ้าอยู่หัวก็เกิดปัญหานักวิชาการถูกข้อหาหมิ่นฯกันอีก ทั้งๆที่ครูอาจารย์เหล่านั้นกำลังหาวิธี ค้นมาตรา ๑๑๒ ให้พบว่าจะทำอย่างไรกันจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปสงสัยให้เสียเวลาเสียสมองว่า ท่านเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตใจหรือไม่ อย่าเพิ่มทุกข์กันอีกเลย  
§ 
§  ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันด้วยความตั้งใจที่จะลดทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวจริงๆ  ก็จะทำให้คดีหมิ่นฯน้อยลงและอาจจะหมดไปได้ในที่สุดจะไม่ดีกว่าหรือ เพราะจริงๆแล้วเจ้าทุกข์ตัวจริงเสียงจริง คือพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องเดือดร้อนด้วยทุกครั้ง เราจะไม่ช่วยกันทำให้ทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัวหมดไปด้วยการถวายความเป็นธรรมให้พระองค์ท่านกระนั้นหรือ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

แมวที่ไม่ยอมให้ใครปิดประตูตี

แมวที่ไม่ยอมให้ใครปิดประตูตี
โดย  เวทย์ เธียรธโนปจัย

ถ้าใครเคยนั่งเครื่องบินแล้วมองผ่านหน้าต่างออกไป  เขาจะเห็นกลุ่มเมฆสีขาวปกคลุมโลกสุดลูกหูลูกตาแล้วคงคาดไม่ถึงว่า ทำไมบนฟ้ายังมีฟ้าเหนือขอบโลกขึ้นไปอีกเขาคงคิดว่า ฟ้าไม่น่าจะมีฟ้าอีกแล้วกระมัง นี่คือสิ่งที่จะคุยให้ฟังว่าวิธีการแบบนี้ก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆในวงการสื่อสารมวลชน คือเชิญฝ่ายตรงข้ามที่คิดว่าเป็นหมูเข้าถ้ำเสือเพื่อปิดประตูตีแมว แต่เผอิญแมวที่เขาเชิญไปคราวนี้นั้นไม่ใช่แมวธรรมดาแต่กลับเป็นเสือเขี้ยวตันที่ผ่านศึกในสมรภูมินักพูดมาแล้วโชกโชนอย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยอดขุนพลเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เชิญไปออกรายการ "ตอบโจทย์" เมื่อไม่กี่วันมานี้ เสียดายอยู่นิดเดียวที่เขาเอามือคนละชั้นมาทาบเอาคนพูดมากมาต่อ อย่างที่ อ.ตุ้มมักจะย้ำอยู่เสมอว่า คนที่พูดเก่งกับคนที่พูดจริงนั้น ต่างกันมากทีเดียว จึงน่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้รายการขาดอรรถรสไปไม่น้อยอย่างที่ควรจะเป็น
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผู้ดำเนินรายการเริ่มต้นส่วนหนึ่งด้วยคำพูดที่ว่า “นักปราศรัยที่ อาจารย์เบ็นนาดิก แอนเดอสัน (Benedict Anderson) แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornall University) ขนานนามว่าเป็นผู้ปราศรัยที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งตั้งแต่มีสยามประเทศสมัยใหม่มา หนึ่งในแกนนำ นปช. คือ คุณณัฐวุฒิ ใสเกื้อ....ตอนนี้ตาสว่างแล้ว ตกลงที่บอกว่าตาสว่างแล้ว เห็นอะไรฮะ
ณัฐวุฒิ: ผมเห็นว่า ระบบอำมาตยาธิปไตยในประเทศนี้ มีเครือข่ายโยงใยสลับซับซ้อนแล้วยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะบงการประเทศให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้และที่สำคัญก็คือ เขาอำมหิตมากพอที่จะใช้กำลังหรือใช้อาวุธกับประชาชนมือเปล่าเพียงเพื่อปกป้องรักษาอำนาจของตัวเอง นี่ก็เพียงพอสำหรับคำว่าตาสว่าง
ภิญโญ: แล้วทำไมบอกว่าตาสว่างแต่ไม่จำเป็นต้องปากสว่าง ในเมื่อก็พูดได้หมด ทำไมปากสว่างไม่ได้ฮะ
ณัฐวุฒิ: คู่ต่อสู้ของเรายิ่งใหญ่และอำมหิตเกินกว่าที่เราจะเดินผลีผลามหรือว่าป่าวประกาศในทุกเรื่องที่เขากำลังจับตามอง เขามีเครื่องมือทั้งกฎหมาย เขามีเครื่องมือทั้งอาวุธ เขามีกองทัพทั้งกองทัพ เขามีอำนาจในและนอกระบบมากมาย เพราะฉะนั้นก้าวต่อไปที่เราจะเดินหลังจากตาสว่าง ก็จะต้องรัดกุมแล้วก็ยืนอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยทั้งในส่วนบุคคลแล้วกับขบวนต่อสู้ทั้งหมดด้วย
ภิญโญ: คุณณัฐวุฒิปราศรัยบอกว่า ผมจะล้มพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตกลงจะล้มพลเอกเปรม จริงหรือฮะ
ณัฐวุฒิ: คือผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นการส่วนตัวกับท่านแล้วก็ไม่ได้โกรธแค้นๆ หรือว่าไม่ได้อาฆาตมาดร้ายใดๆ กับความเป็นตัวตนของท่าน แต่ผมเห็นว่า ท่านเป็นศูนย์กลางของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่เราต่อสู้อยู่แล้วบทบาทของท่านทำให้การพัฒนาบ้านเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเป็นปัญหาผมเพียงต้องการให้เครือข่ายอำนาจที่ท่านนั่งเป็นศูนย์กลางอยู่มันอ่อนแอลงจนไม่สามารถจะแทรกแซงการเมืองแทรกแซงประชาธิปไตยของประชาชนได้ ก็เท่านั้น ท่านยังสามารถที่จะมีสุขภาพยืนยงแข็งแรง ผมจะไม่ไปทำอะไรท่านเป็นการส่วนตัวเพราะว่าไม่ใช่เรื่องที่เราคาดหวังเราเพียงต้องการให้อำนาจที่ท่านเป็นศูนย์กลางอ่อนแอเท่านั้น
ภิญโญ: คนที่จงรักภักดีเขาบอกว่าจริงๆเป้าหมายอาจไม่ได้อยู่ที่พลเอกเปรม แต่ตีวัวกระทบคราด ตึพลเอกเปรมเพื่อกระทบไปที่สถาบันกษัตริย์ คุณณัฐวุฒิจะอธิบายข้อนี้ไหมฮะ
ณัฐวุฒิ: ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนที่จงรักภักดีคนไหนมากล่าวหาคนไทยคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี ผมคิดว่า คนที่ประกาศว่าตัวเองจงรักภักดีเหนือใครแล้วชี้หน้าไปทั่วประเทศไทยว่าคนอื่นไม่จงรักภักดีคนนั้นแหละมีปัญหาเรื่องความจงรักภักดี นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองถ้าหากคุณบริสุทธิ์ใจและเชื่อมั่นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองจะต้องไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาอ้างอิงไม่ว่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง หรือเป็นโทษกับฝ่ายตรงข้าม เพราะสิ่งที่เราต่อสู้เป็นเรื่องของประชาชน
ภิญโญ: ในหัวใจคุณณัฐวุฒิจริงๆ เวลาพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในหัวใจคิดอะไรฮะ
ณัฐวุฒิ: ก็ผมคิดว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่งอยู่ใต้ร่มพระบารมีแล้วก็ไม่มีปัญหาใดๆกับการดำรงค์อยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สิ่งที่ผมต่อสู้ผมต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้วก็เปิดเผยชัดเจนมาตลอดผมนี่มีปัญหากับคนที่อ้างว่าจงรักภักดีแต่กลับปฏิบัติตนอย่างน่าเคลือบแคลงสงสัยหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ประกาศตัวเองว่าจงรักภักดีแต่เป็นรัฐบาลชุดเดียวกันนื้ที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทุจริตคอรับชั่นมโหฬารมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทยหลายคนในประเทศนี้ประกาศตัวเองว่าจงรักภักดีแต่ไปมีข้อมูลจากบันทึกของเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยว่าพูดถึงบุคคลสำคัญในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร เพราะฉะนั้นผมมีปัญหากับคนที่อ้างว่าตัวเองจงรักภักดี
ภิญโญ: ถามกันตรงไปตรงมาคุณณัฐวุฒินี่เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
ณัฐวุฒิ: คือผมเป็นคนไทยผมไม่ต้องตอบคำถามว่าเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้าเพราะผมไม่มีสิทธิจะคิดไปเอาหรือไม่เอาเพราะสถาบันเบื้องสูงอยู่เหนือการเมืองผมเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมีและผมยืนยันที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตัวเองในทุกกรณีคนที่กล่าวหาพวกผมต่างหากที่มีปัญหาเรื่องนี้ คือ มันต้องเข้าใจอย่างนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี เป็นข้อกล่าวหาที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมฝ่ายจารีตนิยม ใช้ทำลายฝ่ายเสรีนิยมมาโดยตลอด ดร.ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ป๋วย อึ้งภากร นักคิดนักเขียนหลายคน ถูกทำลายล้างทางการเมืองด้วยข้อกล่าวหาแบบนี้ทั้งที่บทพิสูจน์ในภายหลังไม่เป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด วันนี้พวกผมออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ถูกทำลายด้วยข้อหาเดียวกัน เพราะถ้าหากพวกเขายอมรับว่า ผมเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงๆ แสดงว่าพวกเขาไม่ใช่ คุณเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้อกล่าวอ้างในทางการเมือง ผมเรียนว่าไม่เป็นผลดีต่อสิ่งใดเลย แม้แต่กระทั่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตาม คนที่จงรักภักดีหรือหวังดีต่อบ้านเมืองจริงๆจะไม่นำสถาบันมากล่าวหาและทำลายกันแบบนี้ แต่ขณะนี้ทำกันเยอะแยะไปหมด คุณจะเห็นว่า ๒-๓ วันมานี้มีข่าวว่า พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ทำพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วก็จะนำพระบรมฉายาลักษณ์ไปมอบให้กับประชาชนถึงบ้านโดย สส.หรือผู้สมัครของพรรคตัวเอง ประเด็นก็คือ สส.หรือผู้สมัครของพรรคนั้นเป็นพรรคที่ประชาชนโดยเฉพาะในภาคอิสานในภาคเหนือเขาปฏิเสธด้วยความเคารพถ้าพูดตรงไปตรงมาเขารังเกียจ เพราะเขาถือว่าพฤติกรรมทางการเมืองเขารับไม่ได้ทีนี้คนที่ประชาชนรังเกียจอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์เข้าไปหาประชาชนท่านเห็นว่าสมควรไหมไม่มีใครทักท้วงเรื่องแบบนี้ รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เข้าไปถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วก็ออกมาโกงกิน มี ๒๕% ๓๐% กันทุกโครงการแล้วอ้างว่าตัวเองจงรักภักดีผมว่าคนไทยต้องคิดเรื่องนี้มากๆ
ภิญโญ: คุณณัฐวุฒิพูดต่อว่า ถ้ามีการต่อสู้กันมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจะล้มทั้งยวงทั้งพวงทั้งแผ่นดินทั้งยวงทั้งพวงทั้งแผ่นดินนี้หมายความว่าอย่างไรฮะ
ณัฐวุฒิ: หมายถึงระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นศูนย์กลางมีอำนาจนอกระบบมีกลไกต่างๆนาๆ มากมายสลับซับซ้อนต้องให้เวลา ๒ ชั่วโมงผมจะจารนัยมาให้หมด
ภิญโญ: ขยายความต่อคุณณัฐวุฒิปราศรัยต่อไปอีกขี้ไปอีกว่ารัฐประหารครั้งต่อไปถ้าเกิดจะมีกันจริงๆซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะมีหรือไม่มีแต่เดิมพันนั้นสูงลิ่วๆ นี่หมายความว่าอย่างไรและสูงแค่ไหนฮะ
ณัฐวุฒิ: หมายความว่าโครงสร้างของระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทยอาจจะพังคลืนลงทั้งหมดแล้วคุณคิดว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทยมันสูงไหมล่ะมันสูงพอที่จะล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ๑๙ ล้านเสียงได้ มันสูงพอที่จะบงการให้มีการยึดอำนาจได้ มันสูงพอที่จะล้มนายกที่มาจากการเลือกตั้ง ๒ คนติดกันแล้วก็ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารและมันสูงพอจนถึงขนาดมีเหตุการณ์ฆ่าประชาชน ๙๑ ศพบาดเจ็บ ๒,๐๐๐ แต่รัฐบาลชุดนั้นก็ยังอยู่จนปัจจุบัน นี่มันสูงลิ่วเกินไปแล้วสำหรับประเทศไทย แล้วประชาชนก็จะต้องต่อสู้กับอำนาจเหล่านี้แล้วถ้าคุณทำอีกมีการรัฐประหารหรือล้มการเลือกตั้งเดิมพันก็สูงอย่างที่บอก
ภิญโญ: ถ้าเกิดมีการรัฐประหารขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในปีนี้พศ.นี้การเคลื่อนของคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไรฮะ
ณัฐวุฒิ: เราจะมีการต่อสู้กับการรัฐประหารทันทีแม้ว่าการรัฐประหารนั้นจะล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่เรารังเกียจชิงชังก็ตาม แต่เราเห็นว่าการจะจัดการกับสิ่งที่เห็นว่าผิดต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกเท่านั้น เราไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่เห็นว่าผิดด้วยวิธีการที่ไม่ถูก เพราะถ้าทำแบบนั้นผลลัพธ์จะไม่มีทางถูกไปได้ เช่น รัฐบาลบอกว่าประชาชนมาปิดแยกราชประสงค์เป็นวิธีการที่ผิดเป็นสิ่งที่รัฐบาลรับไม่ได้แต่คุณจัดการโดยใช้  สไนเปอร์ออกมาไล่ยิงไล่ฆ่าผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็นมันไม่มีทางถูกต้องไปได้ ฉันใดฉันนั้นเช่นเดียวกันถ้าหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เขาก็ต้องพ้นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้วเราก็ตั้งต้นขบวนการประชาธิปไตยเพื่อหาตัวแทนของประชาชนมาดูแลบ้านเมืองล่ะ ถ้าทุกฝ่ายใจกว้างและยอมรับกลไกเหล่านี้แล้วยอมรับกันเสียทีว่าประเทศไทยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปผมว่าเราเริ่มต้นที่จะสร้างสันติภาพด้วยกันได้
ภิญโญ: การต่อสู้ถ้าเกิดมีการรัฐประหารขึ้นจริงๆจะรุนแรงแค่ไหนจะเป็นการต่อสู้ขั้นแตกหักของคนเสื้อแดงกับฝ่ายที่ทำรัฐประหารเลยหรือเปล่าฮะ
ณัฐวุฒิ: ผมคาดเดาอย่างนั้นไม่ได้แต่ผมมั่นใจว่าประชาชนไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดงครับ หลายสีเสื้อเขาไม่ยอมให้มีการรัฐประหารอีกต่อไปและเขาจะออกมาต่อต้านในฉับพลันทันทีที่มีการก่อเหตุ เรื่องนี้ไม่มีใครคาดเดาผลที่จะเกิดตามมาได้แต่ว่าผมหวั่นเกรงเหลือเกินว่าเมื่อถึงเวลานั้นฝ่ายผู้มีอำนาจจะตัดสินใจโดยอำมหิตใช้กำลังเข่นฆ่าประชาชนอีก เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ถึงวันนั้นแล้วคนที่ตัดสินใจไม่ใช่ประชาชนเป็นฝ่ายผู้มีอำนาจ
ภิญโญ: วันนี้รัฐบาลประกาศวันยุบสภาล่วงหน้าบอกจะยุบสภาล่ะและขอให้ทุกฝ่ายเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง การเมืองบอกว่าเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ถ้าเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งจริงๆ ยุทธศาสตร์การเดินต่อจากนี้ของคนเสื้อแดงเป็นอย่างไรฮะ
ณัฐวุฒิ: คนเสื้อแดงก็จะต่อสู้ในสนามการเลือกตั้งเพราะเราบอกว่าปลายทางของเราคือระบอบประชาธิปไตยเมื่อเราศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเราปฏิเสธขบวนการเลือกตั้งไม่ได้ แล้วขบวนการเลือกตั้งคราวนี้ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าสิ่งที่เราต่อสู้มาตลอด ๔-๕ ปีเรามาถูกทางหรือไม่เราได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศหรือเปล่าเราพร้อมที่จะพิสูจน์แต่ไม่ได้หมายความว่าเสร็จการเลือกตั้งแล้วจะยุติภารกิจของการต่อสู้ยังมีหลายอย่างที่เราต้องทำแต่ยืนยันว่าเราจะเดินบนวิถีทางที่ถูกต้องเท่านั้น
ภิญโญ: ...เสื้อแดงโจมตีรัฐบาลว่า มีความเลวร้าย มีความอยุติธรรม ๒ มาตรฐานอะไรเต็มไปหมด แต่สิ่งที่คนเสื้อแดงไม่เคยบอก ถ้าเกิดคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะขึ้นมาจริงในการต่อสู้ทางการเมือง สังคมใหม่ที่คนเสื้อแดงอยากเห็น สังคมใหม่ที่คนเสื้อแดงอยากทราบ หน้าตาจะเป็นอย่างไร จะต่างจากสังคมเดิมที่คนเสื้อแดงบ่นนักบ่นหนาว่ามีปัญหายังไงฮะ
ณัฐวุฒิ: ผมว่าถ้าเราตั้งสมมุติฐานที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงนี่ เราก็จะได้คำตอบที่คลาดเคลื่อนไปด้วย ผมอยากจะให้มองกันให้ชัดว่า วิกฤตการณ์ทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นจาก พตท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเกิดขึ้นจากความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งที่หวาดระแวงที่ไม่ไว้ใจ หรือที่กลัวว่า ประชาชนจำนวนมากสนับสนุน พตท.ทักษิณ  มากเกินไป พตท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นผลผลิตของชนชั้นล่างที่เติบโตด้วยลำแข้งของตัวเอง มาเบียดแย่งพื้นที่ของชนชั้นสูง แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมชนชั้นให้เป็นผู้นำประเทศแล้วก็ใช้อำนาจบริหารที่ได้จากประชาชน สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดทำได้มาก่อน เขาจึงแข็งแรง ถ้า พตท.ทักษิณ ชินวัตร ทุจริตคอรับชั่นหรือโกงกินหรือแทรกแซงใดๆ ขบวนการประชาธิปไตยต้องจัดการเขาได้ ทำไมต้องมีคนอื่นมาคิดแทนล่ะครับ ทำไมต้องเอา พตท.ทักษิณ ออกไปด้วยรถถังของคณะยึดอำนาจ ทำไมต้องเอารัฐบาลชุดใดๆมา โดยอ้างว่าชุดนี้ดีกว่าทักษิณ แล้วมันดีกว่าจริงไหมก็ถ้ามันดีกว่าแล้วทำไมพันธมิตรที่เคยขับไล่ทักษิณ จึงไปพูดที่สะพานมัฆวานว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ทุจริตยิ่งกว่าทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นนี่คือความจริงที่ผมต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ท่านโกรธทักษิณไม่เป็นไร เกลียดทักษิณไม่เป็นไร อาฆาตทักษิณก็ไม่ว่า แต่อย่าโกรธ เกลียด อาฆาตจนมองข้ามความยุติธรรม จนมองข้ามความจริง ที่จะต้องให้กับคนๆหนึ่ง ผมไม่ได้ศรัทธา พตท.ทักษิณ จนไม่ลืมหูลืมตา แต่ผมศรัทธาในคำว่าประชาชน และผมศรัทธาในคำว่าความยุติธรรม และผมเชื่อว่า คนทุกคนต้องได้รับสิ่งนี้
จากการวิเคราะห์เป้าหมายและการตั้งคำถามของผู้ดำเนินรายการ”ตอบโจทย์” (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา)ของ อ.ตุ้ม จา หวาน นักวิชาการเสื้อแดง ยังได้ชำแหละโจทย์ไว้อย่างน่าฟังว่า ผู้ดำเนินรายการน่าจะมีอคติอย่างแรงต่อคนเสื้อแดงและ พตท.ทักษิณ ชินวัตร มากเกินไปหรือไม่ จึงได้ทึกทักและเชื่ออย่างจริงจังว่า มีคนจำนวนมากที่ไม่เอา พตท. ทักษิณ ชินวัตร และอาจจะถึงขั้นเกลียดคนเสื้อแดง ทั้งๆที่การชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงนั้นแต่ละครั้งจะมีคนเข้าร่วมจำนวนมากเป็นประวัติการการชุมนุมเท่าที่เคยปรากฎในประเทศไทยและเพิ่มมากขึ้นทุกที
อาจารย์ตุ้ม: อย่างเราแม้แต่คนที่ต่างคนต่างคิดเราก็ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง แต่คุณต้องใช้หลักคิดที่ถูกต้องว่ากฎหมายอนุญาตอะไรบ้าง จบตรงนั้น ขณะนี้สิ่งที่คุณพูดเป็นคำถามอะไรคะ คำถามยั่วยุคำถามแหย่ คำถามกวนโอ้ย ซึ่งถ้าไม่ได้คนที่ระดับที่สามารถที่เข้าใจเจตนา ภายใต้การออกคำถาม ๆ ยิงคำถามเป็นชุดก็จะมีการเพลี่ยงพล้ำได้ หรือจะแบบนิ่งกิมกี่ไปเลยก็ได้...เป็นคำถามที่ชี้นำเพราะคุณมีธงอยู่แล้วคุณมีสิ่งที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้วว่าพูดแบบนี้นะเอาอย่างนี้นะให้มีผลออกมาอย่างนี้นะ
อาจารย์จา: อาการทางจิตของตัวเองคือคนที่เกลียดคนอื่นต้องไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่แบบถามๆว่า คนที่เกลียดคนเสื้อแดงเขาจะอยู่อย่างไร เพราะเราไม่ได้เกลียดใคร
อาจารย์หวาน: คนที่ฟังรายการของเขาเวลาเขาฟังเขาอยากจะเชื่อเลยแหละว่าคนจำนวนมากเกลียดคนเสื้อแดงไม่เอาคนเสื้อแดงมีจำนวนมาก คนจำนวนมากอาจจะถึงขั้นเกลียดคนเสื้อแดงเลย ทีนี้ก็จะทำให้ผู้ชมอาจเข้าใจว่าเป็นจริงว่าคนที่เกลียดคนเสื้อแดงมีจำนวนมากในสังคมไทย อันนี้ก็ไม่มีการมาพิสูจน์ว่ามากหรือน้อยแต่ถ้าเรายืนยันด้วยประสบการณ์ของเราคนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน...ไม่ควรแสดงทัศนะส่วนตัวออกมามากมายนักควรที่จะเป็นคำถามที่เปิดกว้างให้ผู้มาตอบคำถามเขามีโอกาสตอบในหลายๆประเด็นมากกว่าที่ไปเจาะจงโดยใส่ทัศนะของตัวเอง
นี่คือ ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แมวตัวที่ไม่ยอมให้ใครปิดประตูตึง่ายๆ

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

ด่วน!! พระราชดำรัสให้แจ้งให้ทราบ "ถ้า เขื่อนศรีนครินทร์..แตก!!!

ด่วน!! พระราชดำรัสให้แจ้งให้ทราบ "ถ้า เขื่อนศรีนครินทร์..แตก!!!‏"

พระราชดำรัสให้แจ้งให้ทราบ "ถ้าเขื่อนศรีนครินทร์..แตก!!! ช่วยส่งต่อด้วยครับ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้แจ้งประชาชนให้ทราบ
'ถ้าเขื่อนศรีนครินทร์..แตก!!!

นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ (มท.3)

'อยากชี้แจงให้นักท่องเที่ยวทราบว่าถ้าแผ่นดินไหวแล้วทำให้เขื่อนแตก
น้ำก็จะใช้เวลาเดินทางไปยังที่ต่างๆประมาณ 15 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวยังสามารถหลบหนีได้ทัน'

นายสิทธิชัย กล่าวว่า การตรวจเขื่อนครั้งนี้
เนื่องจากประชาชนจังหวัดกาญจนบุรีและพื้! นที่ใกล้เคียงวิตกว่าหาก
เกิดแผ่นดินไหวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในแนวลุ่มน้ำของจังหวัดได้
เพราะจังหวัดกาญจนบุรีเป็นที่ตั้งของ เขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง
คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ตั้งอยู่บนแนวแขนงรอยเลื่อน
ศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์
ที่แยกจากแนวรอยเลื่อนสะแกงในประเทศพม่า. -สำนักข่าวไทย

ประเด็นสำคัญสำหรับเรื่องนี้ก็คือ
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้แจ้งประชาชนให้ทราบ 'ความจริง' ตรงจุดนี้
กรณีเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหว ตรงรอยเลื่อน และเขื่อนแตกออก

'ผลก็คือ'
- ด้วยพลังงานของน้ำ ที่มีปริมาณมหาศาล ตัว จ. กาญจนบุรี
และพื้นที่ใกล้เคียงในแนวเส้นทางน้ำห ลากลงมาราบเป็นหน้ากลองแน่นอน
มีเวลาอพยพ 5 ชั่วโมง ดังนั! ้นท่านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องมีการเตรียมตัว กันเอาไว้บ้างแล้วครับ

- เป้ฉุกเฉิน
- แผนอพยพของครอบครัว..เส้นทางอพยพ

- จังหวัด ที่อยู่ในเส้นทางน้ำในระดับต่อลงมา ย่อมเกิดผลกระทบตามไปด้วยแน่นอน
และระดับพลังงานการ ทำลายล้าง ไม่น้อยกว่าสึนามิ

- สำหรับกรุงเทพมหานคร หากเขื่อนศรีแตก มีเวลาอพยพ 35 ชั่วโมง
ซึ่งต้องคำนวนเผื่อกรณีที่ รวบรวมคนทั้งครอบครัว เผื่อรถติดหาเส้นทางอพยพ
ที่ไม่สวนกระแสน้ำเพราะน้ำวิ่งมาตามถนนสายหลักอย่างเพชรเกษมแน่นอน
ที่สำคัญหากน้ำทะเลหนุน ระ ดับน้ำที่คำนวนเอาไว้อาจสูงเกิน 2 เมตร หรือตึก 2 ชั้นได้
ดังนั้นตั้งสติเอาไว้ ใช้ปัญญาพิจารณา หาแนวทางป้องกันตัวเองอย่าได้ประมาทในการทั้งปวงครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เสื้อแดงโมเดลต้มยำกุ้งมิติใหม่

เสื้อแดงโมเดลต้มยำกุ้งมิติใหม่
เวทย์ เธียรธโนปจัย
          เงินบาท ลอยตัว คือ กลยุทธ์ หนึ่งของรัฐในการจัดการระบบการเงิน ซึ่งแต่ก่อน ไทยใช้แบบ ผูกกับตระกล้าเงิน ต่างประเทศ โดยใช้ทุนสำรองหนุน เช่น ผูกไว้ว่า ให้ 1USD ต่อ 25บาท +- ได้ไม่เกิน 0.5 บาท    ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง ในกลไก ระดับ มหาภาค แต่จะดี กับผู้ส่งออก ทำให้ไม่มีความเสี่ยง ในการรับเงิน และนำมาแลกเงิน ทำให้ประมาณ การต้นทุนขายได้ว่า จะเป็นเท่าไร เพราะมัน ค่อนข้างตายตัว แต่เงิน บาทเราหรือเงิน ประเทศใดก็ตามจะผลิตออกมาได้ จะต้องมี ทองคำ หนุนหลังอยู่ และเอาทองคำไปเก็บไว้ที่ ธนาคารโลก เพื่อเป็นหลักประกัน ภายใต้สมมุติฐานว่า เมื่อวันสิ้นโลก ทุกคนในแต่ละประเทศของตนจะเอาเงินไปแลกเป็น ทองคำได้ตามส่วน เงินของประเทศตนเอง
ธปท. ต้องการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับดังกล่าว โดยในช่วงก่อนการลอยตัวไม่กี่เดือน เงินตราต่างประเทศและเงินดอลลาร์ ที่ไหลเข้าไทยมีน้อยลง เมื่อเทียบกับเงินที่ไหลออกจำนวนมาก ทำให้ ธปท.มีความจำเป็นต้องนำดอลลาร์ในทุนสำรองของประเทศ ซึ่งในขณะนั้นมีประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ออกมาขายในท้องตลาดผ่านธนาคารพาณิชย์ เพราะ ถ้าไม่ทำเช่นนั้น เงินดอลลาร์ในท้องตลาดจะขาดแคลน และเมื่อขาดแคลนก็จะมีราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด มาอยู่ที่ระดับ 30 บาท 33 บาท หรือ 36 บาท
แต่เมื่ออยู่ในระบบตะกร้าเงินธปท.จึงต้องขายดอลลาร์ออกมาเพื่อให้ค่าดอลลาร์หรือเงินบาทยืนอยู่ในระดับ ใกล้เคียงกับ 26 บาทต่อดอลลาร์           ในที่สุดก็ไม่มีทุนสำรองเหลือพอที่จะเอาออกมาขายเพื่ออุ้มค่าเงินบาทได้ จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนระบบลอยตัว หรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไก การตลาดระดับโลก  
          วิกฤตต้มยำกุ้งยังได้ส่งผลกระทบต่อไปถึงสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดวิกฤต Hamburgers    Crisis  ขึ้นอีก วิกฤตการเงินโลกที่ก่อตัวขึ้นหลังจากติดเชื้อต้มยำกุ้งของประเทศไทย กลายเป็น แฮมเบอร์เกอร์ ไคลซิส ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนถึงจุดระเบิดใหญ่ เมื่อสองปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน ภาคการเงินเริ่มรับรู้ถึงผลของวิกฤติในครั้งนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ด้วยการขาดทุนถึง 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์ของเอชเอสบีซี ซึ่งเป็นประกาศแรกของการขาดทุนจากซีดีโอหรือเอ็มบีโอตลอดปี 2550 บริษัทสินเชื่อมากกว่า 100 แห่งถูกปิด พักกิจการ หรือถูกขายต่อ ผู้บริหารระดับสูงก็โดนผลกระทบด้วย เช่นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมอร์ริล ลินช์และซิตีกรุ๊ปลาออกห่างกันไม่ถึงสัปดาห์ สถาบันอื่น ๆ ก็ต้องควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอด
วิกฤตซับไพรม์ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในภาคการเงินและทำให้นักลงทุนพากันถอนเงินออกจากพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงและหุ้นที่มีราคาไม่แน่นอน และนำไปเก็บสะสมในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์แทน การเก็งกำไรในราคาล่วงหน้าของสินค้าต่าง ๆ หลังจากตลาดอนุพันธ์ล่ม ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติราคาอาหารโลกและภาวะน้ำมันขึ้นราคานักเก็งกำไรที่ต้องการผลตอบแทนในระยะสั้นถอนเงินจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์จากหุ้นและพันธบัตร และนำบางส่วนไปลงทุนในอาหารและวัตถุดิบต่าง ๆ
ประมาณกลางปี 2551 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญทั้งสาม (ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์, NASDAQ และ S&P 500) เข้าสู่ภาวะตลาดหมี ในวันที่ 15 กันยายน 2551 ความกังวลใจต่าง ๆ เกี่ยวกับตลาดการเงินเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีตกมากที่สุดตั้งแต่เหตุการณ์วินาศกรรมในปี 2544 เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุหลักคือการประกาศล้มละลายของวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเตอร์ส นอกจากนี้ เมอร์ริล ลินช์ยังถูกบังคับให้รวมกิจการกับธนาคารแบงก์ออฟอเมริกาด้วยมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพคล่องของเอไอจีทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นตกลงมากกว่าร้อยละ 60 ในวันนั้น
วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบกับสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายอย่าง จีดีพีของสหรัฐอเมริกาถูกประเมินว่าจะหดตัวลงร้อยละ 5.5 ต่อปีในระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี พ.ศ. 2551 นายจ้างเลิกจ้างกว่า 2.6 ล้านตำแหน่งระหว่างปี 2551 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 ในเดือนกันยายน 2551 จำนวนคนตกงานในสาขาการเงินสูงถึง 65,400 คนในสหรัฐ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 7.2 ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 16 ปี
ต้มยำกุ้งจากไทยที่ทำให้ประเทศต่างๆ หวาดผวาและข่าวคนเสื้อแดงถูกรัฐบาลสังหารหมู่ทำให้ประเทศไทยโด่งดังติดอันดับโลกเมื่อปลายปี 2010  นี่ไม่ใช่วิกฤตทางการเงินอย่างที่เคยเกิดขึ้นแต่เป็นวิกฤตทางการเมืองหรือ “ต้มยำกุ้ง” มิติใหม่ (Politic new dimension)
วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2554 เป็นชุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง ซึ่งมีความเห็นต่อต้านและสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งวิกฤตการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อ เสถียรภาพทางการเมืองในไทย ทั้งยังสะท้อนภาพความไม่เสมอภาคและความแตกแยก ระหว่างชาวเมืองและชาวชนบท[5] การละเมิดพระราชอำนาจ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งบั่นทอนการเมืองไทยมาเป็นเวลาช้านาน
ในปี พ.ศ. 2548 เริ่มมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง ซึ่งมีความเห็นว่าทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ควรออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งกลุ่มนี้นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ส่งผลให้ฝ่ายทหารคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และเข้ามามีบทบาททางการเมือง ส่งผลให้ไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ซึ่งมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ลาออกจากองคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พ.ศ. 2549-2550 หลังจากนั้นก็ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกลับขึ้นเป็นองคมนตรีตามเดิม ซึ่งในช่วงดังกล่าว มีกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารหลายกลุ่ม นำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) เพื่อขับไล่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์
ต่อมา พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกมองว่าเกี่ยวข้องทางการเมืองกับทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550 และจัดตั้งรัฐบาลผสม ทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งเคยเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ ชินวัตร ก่อนเหตุการณ์รัฐประหารมาแล้ว กลับมาชุมนุมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากตำแหน่ง ก่อนจะยุติการชุมนุม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคพลังประชาชน
ผลการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ปรากฏว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมัยรัฐบาลทักษิณ สมัคร และสมชาย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้กลุ่ม นปช.กลับมาชุมนุมอีกครั้ง เพื่อกดดันให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์มูลค่า 46,000 ล้านบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เย็นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ระเบิดเอ็ม 67 ถูกโยนมาจากมอเตอร์ไซค์ด้านนอกธนาคารกรุงเทพสามสาขา ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 กลุ่มผู้ประท้วง นปช. ได้มาบรรจบกันที่กรุงเทพเพื่อแสดงความต้องการให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศเลือกตั้งใหม่ การเคลื่อนไหวดังกล่าว นำโดย นปช. ประกอบด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตย กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต่อมา ได้มีการประท้วงโดยการรับบริจาคเลือดของผู้ชุมนุมไปเทด้านนอกของบ้านพักนายกรัฐมตรีอภิสิทธิ์
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อวันทั้ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 โดยผู้ชุมนุมได้เข้ายึดสถานีเผยแพร่โทรทัศน์ ทำให้นายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัญญาว่าจะฟื้นฟูประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ วันที่ 11 เมษายน การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและทหารทำให้มีผู้เสียชีวิต 18-19 คน (ในจำนวนนี้มีทหาร 1 นาย) และอีกมากกว่า 800 คน ได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 15 เมษายน ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 24 ศพ
ความตึงเครียดยังดำเนินต่อไป เมื่อมีการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลปรากฏขึ้นพร้อมกับการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล วันที่ 22 เมษายน เหตุระเบิดหลายครั้งในกรุงเทพมหานครทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 85 คน ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 4 คนรวมอยู่ด้วย เหตุระเบิดบางส่วนเกิดขึ้นจากระเบิดมือ รัฐบาลกล่าวหาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมาจากที่พักของกลุ่มคนเสื้อแดง คำกล่าวหาดังกล่าวได้รับการปฏิเสธอย่างชัดเจนจากผู้นำการชุมนุม ผู้ซึ่งสงสัยว่าอาจเป็นแผนการที่รัฐบาลและฝ่ายทหารเตรียมไว้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงกับการชุมนุมโดยสงบของคนเสื้อแดง นปช.
วันที่ 3 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีประกาศว่าเขามีความต้องการจะจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งในวันรุ่งขึ้น ผู้นำการชุมนุมประกาศยอมรับข้อเสนอที่จะยุติการชมนุมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามแผนกำหนดเดิม แต่ได้มีการเสนอรายละเอียดของแผนเพิ่มเติม เมื่อปรากฏชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีกระบวนการทางกฎหมายดำเนินคดีกับผู้นำบางคนในรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ การชุมนุมจึงดำเนินต่อไป
วันที่ 14 พฤษภาคม ตำรวจและทหารพยายามที่จะล้อมและตัดที่พักหลักของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งทำให้มีการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงและมีผู้เสียชีวิต 10 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 125 คน รวมทั้งผู้สื่อข่าวต่างชาติบางคน วันเดียวกัน นายทหารนอกราชการ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ถูกยิงด้วยปืนไรเฟลซุ่มยิงจากพวก Snipers ของฝ่ายทหารระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ วันรุ่งขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 24 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 175 คน ผู้นำการชุมนุมเตือนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจปะทุขึ้นเป็นสงครามกลางเมืองได้ ทหารได้ตั้งเขตกระสุนจริงขึ้นใกล้กับกลุ่มผู้ชุมนุมและยิงทุกคนในพื้นที่ที่พบเห็น
จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากการปะทะกันตามท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็น 35 ศพ โดยในจำนวนนี้ 1 ศพเป็นทหาร ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มในอีก 5 จังหวัดเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครเพิ่มเติม
วันที่ 19 พฤษภาคม กองทัพ พร้อมรถลำเลียงหุ้มเกราะเข้าโจมตีค่ายผู้ชุมนุม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน และผู้สื่อข่าวชาวอิตาลี 1 คน ผู้นำกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมดยอมมอบตัวหรือพยายามหลบหนี ได้เกิดเหตุจลาจลทั่วกรุงเทพมหานครเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถูกบีบบังคับให้ออกจากค่าย ได้มีการวางเพลิงซึ่งทำลายศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และอาคารอื่น ๆ
ยอดความสูญเสียทั้งหมดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม อยู่ที่ 85 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,378 คน
วันแห่งประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึกให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อแดงถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในการแสวงหาความเป็นธรรมจากคนไทยที่ไม่ยอมเป็นทาส  ให้ต้องถูกข่มเหงรังแกอย่าง อยุติธรรม พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่เฉพาะเพื่อคนเสื้อแดงแต่เพื่อทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งประเทศ เมื่ออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย ต้องถูกโจรกบฎปล้นขโมยไปทั้งๆ ที่อำนาจนี้พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนี้ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเท่านั้น
         เสื้อแดงได้ชุมนุมอย่างสงบอหิงสาโดยปราศจากอาวุธทุกครั้งเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ก็ถูกขัดขวางข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตำรวจทหาร รวมทั้งรัฐบาล ดำเนินมาตรการข่มขู่รังควานและกลั่นแกล้งการชุมนุมที่เสื้อแดงปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและตามที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองทุกประการ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทางการบ้านเมือง แม้จะได้แจ้งความฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและดำเนินคดีทางศาลทุกครั้งที่เสื้อแดงถูกกลั่นแกล้ง แต่กลับถูกเพิกเฉยหน่วงเหนี่ยวละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาโดยตลอด
         เมื่อเสื้อแดงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่สามารถพึ่งหน่วยงานราชการและศาลยุติธรรมภายในประเทศได้ ทั้งยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพพลเมืองของประเทศอยู่บ่อยๆหลายครั้งหลายหนด้วยความฮึกเหิมได้ใจของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและจากรัฐบาลที่คอยบงการสนับสนุนอยู่ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นเหตุให้เสื้อแดงต้องเสียชีวิตถึง ๙๑ ศพและบาดเจ็บกว่า ๒ พันคนจากคำสั่งให้ปราบปรามประชาชนของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ที่คิดว่าตัวเองนั้นมีใบอนุญาตสั่งฆ่าคน(License to kill)ได้หารู้ไม่ว่า นั่นคือการก่ออาชญากรรมอย่างสำคัญที่เป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดอำนาจศาลเสียเอง
        ดังนั้น เสื้อแดงจึงจำเป็นต้องไขว่คว้าหาความยุติธรรมจากต่างประเทศที่โลกยังปราณีมีให้อยู่ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และป้องกันสิทธิและเสรีภาพของตนที่ถูกรัฐบาลไทยละเมิดนั่นคือ การดำเนินคดีฟ้องร้องนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ศาลโลก) โดยมอบหมายให้สำนักงานทนายความระหว่างประเทศ อัมสเตอร์ดัมและพีรอฟฟ์จากประเทศอังกฤษ ซึ่งมีนายโรเบิร์ท อัมสเตอร์ดัม เป็นหัวหน้าทนายความของคนเสื้อแดง ให้คำปรึกษาร่างคำฟ้องและดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลโลก ดังเป็นที่ทราบตามข่าวที่ปรากฏไปทั่วโลก
        ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ (2011) เป็นวันแถลงข่าวที่สำนักงานทนายความระหว่างประเทศ อัมสเตอร์ดัมและ พีรอฟฟ์จากประเทศอังกฤษ จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีการถ่ายทอดวีดิทัศน์ลิงค์ไปทั่วโลก รวมทั้งทั่วประเทศไทย เพื่อชี้แจงรายละเอียดให้คนไทยทั้งประเทศและคนทั้งโลกได้ทราบความจริงที่รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สมควรเรียกว่า อาชญากรมากกว่า ได้ออกคำสั่งใช้กำลังทหารพร้อมด้วยอาวุธสงคราม (M16) ครบมือใช้กระสุนจริง รถถังและเฮลิคอปเตอร์โยนระเบิดแก็สพิษทางอากาศ พร้อมกับให้หน่วยทหารแม่นปืน (Sniper) ใช้กระสุนพิเศษซุ่มยิงจากอาคารสูง ในการก่ออาขญากรรมปราบปรามประชาชนทำให้คนเสื้อแดงต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ดังปรากฏหลักฐานพยานเอกสารเป็น ภาพถ่าย คลิปวีดิทัศน์ที่ได้รับจากฝ่ายทหาร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และประชาชนทั่วไป ผลการสืบสวนพิสูจน์หลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และถ้อยคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมากมาย
        ดูเหมือนว่า นายกรัฐมนตรีไทยเริ่มจะมีความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้างว่า การทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวจากคำสั่งฆ่าประชาชนของตนเริ่มจะทำให้ตัวเองต้องถูกขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศโดยหนีไม่พ้นจึงเริ่มหวาดผวาเพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทำให้ต้องรับผิดชอบอาชญากรรมที่ตนสั่งการเป็นคนสุดท้ายอย่างแน่นอนและตนเองจะต้องเป็นคนแรกที่ต้องขึ้นศาล ส่วนผู้ที่รับคำสั่งคนต่อๆ มาก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นเหมือนกัน เพราะการรับคำสั่งเป็นทอดๆก็เหมือนกับช่วยกันก่ออาชญากรรมร่วมกันไม่มีใครจะหนีนรกกรรมที่ตนมีส่วนร่วมฆ่าคนได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
เสื้อแดงโมเดลหรือต้มยำกุ้งมิติใหม่ ได้กลายเป็นมิติใหม่สำหรับประชาชนในหลายประเทศยึดเป็นแนวทางในการต่อสู้ทางการเมือง เพื่อปลดแอกจากเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนานหลายสิบปีในประเทศต่างๆ อย่างน้อยเกือบ ๑๐ ประเทศ เช่น อียิปต์ (Egypt/Cairo) ลิเบีย (Libya/Tripoli) บาห์เรน (Bahrain/Manama) เยเมน (Yemen/Sanaa) แอลจีเรีย (Algeria/Algiers) ตูนีเซีย (Tunisia/Tunis) อิหร่าน Iran/Tehran) โมร็อกโก (Morocco/Rabat) & ประเทศไทย (Thailand/Bangkok)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยหรือเสื้อแดงโมเดล ได้เริ่มต้นการต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยที่ถูกทหารปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่นำพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เข้าเฝ้าถวายรายงานต่อพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ได้มีพระราชดำรัสว่า
สงสารนายกทักษิณ เขาทำงานดี..... ต่อไปอย่าทำอีกแล้วกัน เราต้องการประชาธิปไตย รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง
หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ว่า ต่อไปอย่าทำอีกแล้วกัน    หมายความว่าอย่างไร ก็คงอธิบายได้ชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา การที่จะทรงห้ามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เกิดหรือยุติเสียนั้นหาเป็นประโยชน์แต่อย่างไรไม่ ทรงไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัตินั้น แน่นอน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองไม่ต้องการให้เกิดกลียุคเกิดการจลาจลขึ้นทั่วไป จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อาจต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บได้ จึงต้องทรงยินยอม ทำตามที่พลเอกเปรมและคณะปฏิวัติต้องการทุกอย่าง ทรงต้องรับความขมขื่นไว้ในพระราชหฤทัยตลอดมา โดยคนไทยส่วนใหญ่หาได้รู้ความจริงเรื่องนี้ไม่                                             
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อระบอบประชาธิปไตยอีกประการหนึ่ง เมื่อตอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ ทรงกลับมีพระราชดำรัสว่า  ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราขทานนายกฯพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา ๗ มี ๒ บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯ พระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกฯพระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบ มั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุผล
การต่อสู้ของเสื้อแดงโมเดล ยังคงยึดมั่นกับการไม่ใช้กำลัง ต่อสู้อย่างสงบอหิงสา ซึ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยและให้การสนับสนุนเพื่มมากขึ้นจนแดงทั้งแผ่นดิน รวมทั้งประเทศต่างๆ ที่กำลังลุกฮือขึ้นต่อสู้ขับไล่เผด็จการอยู่ขณะนี้ต่างก็ใช้เสื้อแดงโมเดลแม้จะต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ตูนีเซียและอียิปต์เป็น ๒ ประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จทำให้จอมเผด็จการคือประธานาธิบดีต้องหนีออกไปนอกประเทศ ส่วนลิเบียก็กำลังต่อสู้กับประธานาธิบดีซึ่งยังคงดื้อด้านใช้กำลังทหารจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วงกันอยู่
โลกจะสงบลงได้ถ้าคนในประเทศมีความเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตยเท่านั้นจะทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น จะต้องไม่มีคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดใช้อำนาจเอาเปรียบคนอื่น รัฐบาลจะต้องเป็นของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนเท่านั้น ความสงบสุขร่มเย็นจึงจะเกิดขึ้นได้ไม่เช่นนั้นอย่าได้หวังเลยว่าเราจะอยู่กันได้อย่างสงบ

 
 วิกฤติครั้งนี้เริ่มจากการที่ภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก และการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วง พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2549 ผู้กู้ยืมนั้นกู้ยืมสินเชื่อที่เกินกำลังโดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินนั้นมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ผู้ปล่อยกู้เสนอข้อจูงใจในการกู้ยืม เช่นเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ และแนวโน้มราคาบ้านที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทว่าการปรับโครงสร้างเงินกู้กลับเป็นไปได้ยากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในปี พ.ศ. 2549 - พ.ศ. 2550 ในหลายพื้นที่ในสหรัฐ การผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหมดเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างง่าย ราคาบ้านไม่สูงขึ้นอย่างที่คิด และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเริ่มสูงขึ้น การยึดทรัพย์สินในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549 และทำให้ปัญหาทางการเงินนั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกในปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2551
วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย หรือเรียกทั่วไปว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นวิกฤตการเงินที่เริ่มในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 โดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้ประกาศใช้ระบบค่าเงินบาทแบบลอยตัว ทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก และกิจการหลายกิจการต้องปิดตัวลงหรือล้มละลายและส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตลาดหลักทรัพย์ และราคาสินทรัพย์อื่น ๆ ในประเทศรวมทั้งในทวีปเอเชียหลายประเทศ