วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แค่บทสรุปคำฟ้องศาลอาญาโลกก็เห็นคุกอยู่รำไร
เวทย์ เธียรธโนปจัย
วันแห่งประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึกให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อแดงถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในการแสวงหาความเป็นธรรมจากคนไทยที่ไม่ยอมเป็นทาส  ให้ต้องถูกข่มเหงรังแกอย่าง อยุติธรรม พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่เฉพาะเพื่อคนเสื้อแดงแต่เพื่อทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งประเทศ เมื่ออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย ต้องถูกโจรกบฎปล้นขโมยไปทั้งๆ ที่อำนาจนี้พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนี้ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเท่านั้น
เสื้อแดงได้ชุมนุมอย่างสงบอหิงสาโดยปราศจากอาวุธทุกครั้งเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ก็ถูกขัดขวางข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตำรวจทหาร รวมทั้งรัฐบาล ดำเนินมาตรการข่มขู่รังควานและกลั่นแกล้งการชุมนุมที่เสื้อแดงปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและตามที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองทุกประการ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทางการบ้านเมือง แม้จะได้แจ้งความฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและดำเนินคดีทางศาลทุกครั้งที่เสื้อแดงถูกกลั่นแกล้ง แต่กลับถูกเพิกเฉยหน่วงเหนี่ยวละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาโดยตลอด
เมื่อเสื้อแดงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่สามารถพึ่งหน่วยงานราชการและศาลยุติธรรมภายในประเทศได้ ทั้งยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพพลเมืองของประเทศอยู่บ่อยๆหลายครั้งหลายหนด้วยความฮึกเหิมได้ใจของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและจากรัฐบาลที่คอยบงการสนับสนุนอยู่ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นเหตุให้เสื้อแดงต้องเสียชีวิตถึง ๙๑ ศพและบาดเจ็บกว่า ๒ พันคนจากคำสั่งให้ปราบปรามประชาชนของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ที่คิดว่าตัวเองนั้นมีใบอนุญาตสั่งฆ่าคน(License to kill)ได้หารู้ไม่ว่า นั่นคือการก่ออาชญากรรมอย่างสำคัญที่เป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดอำนาจศาลเสียเอง
ดังนั้น เสื้อแดงจึงจำเป็นต้องไขว่คว้าหาความยุติธรรมจากต่างประเทศที่โลกยังปราณีมีให้อยู่ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และป้องกันสิทธิและเสรีภาพของตนที่ถูกรัฐบาลไทยละเมิดนั่นคือ การดำเนินคดีฟ้องร้องนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ศาลโลก) โดยมอบหมายให้สำนักงานทนายความระหว่างประเทศ “อัมสเตอร์ดัมและพีรอฟฟ์” จากประเทศอังกฤษ ซึ่งมีนายโรเบิร์ท อัมสเตอร์ดัม เป็นหัวหน้าทนายความของคนเสื้อแดง ให้คำปรึกษาร่างคำฟ้องและดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลโลก ดังเป็นที่ทราบตามข่าวที่ปรากฏไปทั่วโลก
๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ (2011) เป็นวันแถลงข่าวที่สำนักงานทนายความระหว่างประเทศ “อัมสเตอร์ดัมและ พีรอฟฟ์” จากประเทศอังกฤษ จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีการถ่ายทอดวีดิทัศน์ลิงค์ไปทั่วโลก รวมทั้งทั่วประเทศไทย เพื่อชี้แจงรายละเอียดให้คนไทยทั้งประเทศและคนทั้งโลกได้ทราบความจริงที่รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สมควรเรียกว่า “อาชญากร” มากกว่า ได้ออกคำสั่งใช้กำลังทหารพร้อมด้วยอาวุธสงคราม (M16) ครบมือใช้กระสุนจริง รถถังและเฮลิคอปเตอร์โยนระเบิดแก็สพิษทางอากาศ พร้อมกับให้หน่วยทหารแม่นปืน (Sniper) ใช้กระสุนพิเศษซุ่มยิงจากอาคารสูง ในการก่ออาขญากรรมปราบปรามประชาชนทำให้คนเสื้อแดงต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ดังปรากฏหลักฐานพยานเอกสารเป็น ภาพถ่าย คลิปวีดิทัศน์ที่ได้รับจากฝ่ายทหาร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และประชาชนทั่วไป ผลการสืบสวนพิสูจน์หลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และถ้อยคำให้การของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมากมาย
ดูเหมือนว่า นายกรัฐมนตรีไทยเริ่มจะมีความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้างว่า การทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวจากคำสั่งฆ่าประชาชนของตนเริ่มจะทำให้ตัวเองต้องถูกขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศโดยหนีไม่พ้นจึงเริ่มหวาดผวาเพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทำให้ต้องรับผิดชอบอาชญากรรมที่ตนสั่งการเป็นคนสุดท้ายอย่างแน่นอนและตนเองจะต้องเป็นคนแรกที่ต้องขึ้นศาล ส่วนผู้ที่รับคำสั่งคนต่อๆ มาก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นเหมือนกัน เพราะการรับคำสั่งเป็นทอดๆก็เหมือนกับช่วยกันก่ออาชญากรรมร่วมกันไม่มีใครจะหนีนรกกรรมที่ตนมีส่วนร่วมฆ่าคนได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
บทสรุปเบื้องต้น (Executive Summary)(โปรแกรม Google แปลภาษาจากอังกฤษเป็นไทย)
“เสื้อแดง” เริ่มต้นการชุมนุมใหญ่ขึ้นในเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ในนามแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  (UDD) ที่กรุงเทพมหานครเพื่อประท้วงการก่อรัฐประหารขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่มาจากการเลือกตั้ง  และตัดสิทธิการเลือกตั้งผู้มีสัญชาติไทยหลายล้านคน   สองเดือนต่อจาก                         นั้น เสื้อแดงได้สร้างเครื่องกีดขวางเป็นค่ายคูประตูหอรบตั้งป้อมกบดานสงบอยู่ในที่ตั้งเป้าหมายและเป็นสัญลักษณ์สำคัญกลางใจกรุงเทพมหานคร เพื่อต้องการกดดันรัฐบาลให้มีการเลือกตั้งใหม่และให้ยุบรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งถือว่า มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีกองทัพหนุนหลัง กองทัพไทยซึ่งรับผิดชอบการชุมนุมภายใต้การกำกับและอนุมัติของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีร่วมคณะ ได้ฆ่าประชาชนมากกว่า ๘๐ ศพและทำให้บาดเจ็บถึง ๒ พันคน ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๐๑๐ รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์ที่มารายงานข่าวเหตุการณ์และพยาบาลอาสาสมัครที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วย คำฟ้องนี้ได้ส่งไปยังอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ให้มีการสอบสวนเบื้องต้นในสถานการณ์ของประเทศไทย ศาล ICC  มีอำนาจศาลที่จะไต่สวนสถานการณ์ของประเทศไทยตามมติคณะมนตรีความมั่นคงภายใต้ข้อบังคับที่ ๑๓(b)แห่งสัญญากรุงโรม ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจใช้อำนาจตัดสินคดีเป็นกรณีพิเศษกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้บทบัญญัติแห่งกรุงโรม ข้อบังคับที่ ๑๒.๒.b ว่าด้วยการถือสัญชาติแห่งรัฐสหราชอาณาจักรต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)ก็ได้  คำฟ้องคดีมีหลักฐานเพียงพอที่ชี้ชัดว่า แก่นสารอันเป็นข้อมูลพื้นฐานนั้นเชื่อได้ว่า อาชญากรรมระหว่างประเทศต่อไปนี้อยู่ในขอบเขตของอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ มีการกระทำผิดที่ เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนเสื้อแดงในการชุมนุม: (๑) ฆาตกรรม; (๒) การจับกุมคุมขัง และกรณีอื่นๆที่ร้ายแรงในการลิดรอนอิสรภาพ; (๓) การกระทำที่โหดร้ายทารุณขาดความเมตตากรุณาอื่นๆ; และ (๔) กลั่นแกล้งรังแก
ผู้นำทางการเมืองและทางทหารในประเทศไทย รวมทั้งไม่จำกัดถึงตัวนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ถูกกล่าวหา หลักฐานที่นำเสนอในคำฟ้องนี้รวมถึงข่าวสารข้อมูลจำนวนมากที่รวบรวมและได้รับมอบให้จากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานจริงในกองทัพไทยส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการวางแผนและจัดยุทธการในความรับผิดชอบต่อเสื้อแดง พวกเขาต่างยอมรับร่วมกันว่า ภายใต้ข้อกำหนดปกปิดพยานข้อ ๒๒ ที่ว่า: - สถาบันไทยตระหนักว่า  ผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนก่อนคือทักษิณอาจลุกขึ้นประท้วงการบิดเบือนหลักการประชาธิปไตย มีการใช้นโยบายกดดันการประท้วงดังกล่าวด้วยกำลังทหาร พร้อมด้วยเป้าหมายสูงสุดเพื่อทำลายการเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตย
 – ส่วนหนึ่งของนโยบายนี้เกี่ยวข้องกับกลยุทธในการประชาสัมพันธ์ที่มีความเสื่ยงสูงเพื่อสร้างความรู้สึกผิดให้รู้ว่าเสื้อแดงใช้ความรุนแรงและจำเป็นต้องกดดันให้ได้แม้จะต้องเสียต้นทุนทั้งสิ้นเท่าไหร่ก็ต้องทำ กลยุทธนี้รวมถึง : (1) การทำลาย และ/หรือ ยักย้ายถ่ายเทหลักฐานที่เป็นการจับผิดกองทัพและรัฐบาลไทย; (2) การสร้างหลักฐานเพื่อให้ร้ายป้ายสีเสื้อแดง; (3) แอบใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น รวมทั้ง หน่วยแม่นปืน และใช้อุปกรณ์ที่เป็นวัตถุระเบิด การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อสร้างภาพผิดๆให้เห็นว่าเสื้อแดงเป็นคนทำต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรง; และ (4)ใช้การโฆษณาชวนเชื่อทางสื่อมวลชนเพื่อสร้างภาพผิดๆเช่นเดียวกันว่าเสื้อแดงกระทำรุนแรง เป็นอันตรายและคุกคามต่อราชวงศ์
– ในทางตรงข้ามกับความเชื่อความเข้าใจโดยทั่วไป ยุทธการที่กองทัพวางแผนเริ่มต้นในการปราบปรามเมื่อ ๑๐ เมษายน หาได้ใช้วิธีสลายฝูงชนเสื้อแดงแบบไล่ยิงให้แตกกระจัดกระจายออกไปตามจุดต่างๆได้อย่างที่ใครๆก็คิดว่าควรทำบนถนนราชดำเนิน สะพานผ่านฟ้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสี่แยกคอกวัวไม่  แต่กลับใช้วิธีปิดล้อมผู้ชุมนุมโดยไม่เปิดทางให้หนีได้เลยแล้วตีวงต้อนให้ผู้ชุมนุมรวมกลุ่มกันอยู่ภายในพื้นที่กับดักที่กำหนดไว้ ณ สะพานผ่านฟ้า แล้วจึงเริ่มสร้างความวุ่นวายให้เกิดเสมือนมีจลาจลและลงมือสังหารแกนนำเสื้อแดงบนเวที  อีกส่วนหนึ่งของยุทธการกองทัพได้ระดมพลนักแม่นปืน (Snipers) มากกว่า ๑๕๐ คน จากหน่วยงานต่างๆของกองทัพไทย มีการซุ่มยิงผู้ชุมนุมเป็นระยะๆจากอาคารสูงสนับสนุนตลอดเวลาสลับกับการยิงจากหน่วยทหารพื้นดิน ในความพยายามเพื่อยั่วยุแผนเริ่มต้นนี้ทำไม่สำเร็จ เพราะกองพลทหารม้าที่ ๙ ที่คุมพื้นที่บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า ไม่สามารถกดดันและควบคุมฝูงชนให้ถอยได้จากด้านตะวันตก
– กองทัพจึงจัดกำลังพลใหม่ด้วยการอนุมัติเห็นชอบเป็นการด่วนจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ สั่งให้ทหารรักษาพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชินีนารถ (ซึ่งปกติจะปฏิบัติภารกิจในการอารักขาราชวงศ์เท่านั้น) จากกองพลทหารราบที่ ๒  ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกประยุทธ์ จันทน์โอชา ออกปฏิบัติการในยุทธการปราบปรามภาคค่ำคืน ด้วยกำลังพลเต็มอัตราศึกพร้อมอาวุธสงครามครบมือเข้ายึดพื้นที่ เผชิญหน้าโดยตรงกับฝูงชนเสื้อแดง (มือเปล่า) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสี่แยกคอกวัว การเผชิญหน้ากันเกิดขึ้นนานกว่าหนึ่งชั่วโมง  ทหารได้ยิงสาดกระสุนจริงใส่ฝูงชนรวมทั้งปืนกลหนักขนาด    .๕๐ มม. รวมทั้งการยิงใส่ฝูงชนโดยตรงเป็นระยะๆ เป็นความพยายามที่จะยั่วยุฝูงชน แต่ก็ไม่เป็นผล ด้วยความเข้าใจในสถานการณ์กองทัพจำต้องป้องกันตัวเองด้วย เวลาประมาณ ๑๙.๔๕ เกิดระเบิดขึ้น ๒ ครั้งใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำให้ทหารเริ่มยิงใส่ฝูงชนโดยไม่มีการยั้งมืออีก  ทหารที่สี่แยกคอกวัวก็เริ่มยิงด้วยโดยไม่ยั้งมือเช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีระเบิดเกิดขึ้นอีกในบริเวณนั้นแล้วก็ตาม
– ภายหลังปฏิบัติการทางทหารบนถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ ๑๐ ล้มเหลว ไม่สามารถหยุดการชุมนุมของเสื้อแดงได้  กองทัพเริ่มหันความตั้งใจไปสู่การปราบปรามการชุมนุมซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ แผนของกองทัพเรียกชื่อว่า การสร้างแนวปริมณฑลรอบพื้นที่ราชประสงค์ เพื่ออุดช่องทางเข้าออกแล้วตามด้วยการปิดผนึกช่องโหว่ขัดขวางเสื้อแดงไว้และเตรียมการใช้วิธีลอบสังหารแกนนำ
-ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ถึง ๑๙ พฤษภาคม กองทัพได้สั่งเคลื่อนกำลังจากกองพลทหารม้าที่ ๒ และกองพลทหารราบที่ ๑ เข้าปิดพื้นที่บ่อนไก่ทางด้านใต้ของราชประสงค์ และบริเวณย่านดินแดงกับราชปรารภด้านเหนือของราชประสงค์ แม้ว่าคำสั่งอย่างเป็นทางการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการยิงเฉพาะเป้าหมายที่เข้ามาคุกคามเท่านั้น แต่คำสั่งที่แท้จริงสำหรับนายทหารที่ควบคุมสั่งการบังคับบัญชาไม่ได้สั่งเป็นลายลักษณ์อักษร คือ : (1) ยิงเป้าที่เคลื่อนที่ทั้งหมดโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นเป้าที่เข้ามาคุกคามหรือไม่     ; (2) ห้ามไม่ให้มีการถ่ายภาพหรือวีดิทัศน์เป็นหลักฐาน; และ (3) ห้ามเคลื่อนย้ายวัตถุร่างทุกชนิด คำสั่งนี้ให้มีผลทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ต่อเป้าหมายนักข่าวหนังสือพิมพ์ในบริเวณบ่อนไก่ ย่านดินแดงและราชปรารภ รวมทั้งมีผลทางปฏิบัคิต่อบุคลากรทางแพทย์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วย
-กองทัพบกไทยได้เจาะทำลายเครื่องกีดขวางของเสื้อแดงเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ภายใต้คำสั่ง: (1) ให้ลอบสังหารแกนนำเสื้อแดง; (2) ให้ยิงทุกคนที่สงสัยว่ามีอาวุธในครอบครองโดยไม่ต้องตรวจค้นไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีอาวุธจริงๆหรือไม่; (3) ให้ถือว่าบุคคลที่มีหนังสติ๊กในมือคืออาวุธและมีอันตราย; และ (4) ให้ยิงการ์ดเสื้อแดงทุกคนแม้ไม่มีอาวุธในมือ  ให้เตือนแกนนำเสื้อแดงก่อนโดยคำสั่งนี้ และเมื่อพวกเขายอมให้จับต่อหน้าก็สามารถฆ่าได้ทันที
-โดยคำสั่งนี้เสมือนเป็นการให้สัญญาณว่าทหารรับคำสั่งฆ่าได้ทุกคนที่เขาต้องการ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ซึ่งออกคำสั่งอนุญาตจึงได้มีการสังหารที่ วัดปทุมวนารามในตอนเย็นนั้นเอง
-การเผาอาคารเซ็นทรัลเวิร์ลเกิดขึ้นจากมือลอบวางเพลิงที่ถูกกองทัพจ้างไว้ล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ววัตถุประสงค์ก็เพื่อตอกย้ำให้คนทั่วไปได้เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงมุ่งใช้ความรุนแรงและเป็นอันตรายและเพื่อสร้างความประทับใจว่า การกระทำของกองทัพสามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง เสื้อแดงจึงไม่รับผิดชอบการเผาอาคารเซ็นทรัลเวิร์ล ภายหลังการชุมนุมยุติลง ปรากฏหลักฐานที่กองทัพบกไทยรวบรวมมาได้แก่ปืนอาก้า AK-47 และระเบิดถูกฝังไว้ในวัดปทุมวนารามและในสวนลุมพินีเพื่อพยายามให้ร้ายเสื้อแดง ในคำฟ้องชุดนี้ได้รวมรายงานของผู้เชี่ยวชาญ โจ เรย์ วิตตี้ (Joe Ray Witty) อดีต Green Beret Master Sergeant หน่วยรบพิเศษ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา วิตตี้เป็นทหารที่ฝึกเป็น Sniper หน่วยแม่นปืนและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ เคยปฏิบัติหน้าที่หน่วยจู่โจมในอัฟกานิสถานและอิรักมาแล้วปัจจุบันเป็นตำรวจเมืองลอสแองเจลิส อยู่ในหน่วย  SWAT (เป็นทีมผู้ชำนาญการด้านอาวุธและยุทธวิธี) เป็นครูฝึกตำรวจควบคุมและจัดการฝูงชน วิตตี้ได้ตรวจสอบและวิเคราะห์ถึงความรับผิดชอบของกองทัพบกไทยที่มีต่อการชุมนุมของเสื้อแดงในกรุงเทพฯเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๐๑๐ จากการตรวจสอบหลักฐานภาพถ่ายและวิดิทัศน์นับเป็นชั่วโมงๆของการชุมนุมรวมทั้งการสอบเป็นรายบุคคลตามสถานที่ทำงานจริงของกองทัพบกไทยถึงความรับผิดชอบและสัมภาษณ์พยานจำนวนมาก เขาได้เตรียมทำรายงานพิเศษประกอบด้วยข้อสรุปต่อไปนี้ซึ่งมีรายละเอียดสนับสนุนของเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย
- ๑๐ เมษายน ๒๐๑๐ กองทัพบกไทย ไม่ได้เข้าปฏิบัติการจัดการฝูงชนตามที่ควรจะเป็นซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำก่อนในความพยายามอย่างแท้จริงที่จะทำให้ผู้ชุมนุมสามารถกระจายกันออกไปโดยไม่ต้องได้รับบาดเจ็บ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น กองทัพบกไทยได้ตั้งใจปิดกั้นทางออก แล้วต้อนฝูงชนเข้าไปติดกับดักในที่ๆกำหนดแล้วจึงเข้าดำเนินการกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหลายอย่างตามแผนยั่วยุให้ฝูงชนใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้กองทัพมีความชอบธรรมที่จะใช้มาตรการสังหารหมู่เข้าจัดการกับผู้ชุมนุม การกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้รวมไปถึงสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องทำ:1. ใช้หน่วยแม่นปืน Snipers ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีลอบยิงผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ จากตำแหน่งซุ่มยิงเล็งเป้าระยะไกลหมายเอาชีวิตกันจากที่สูงโดยไม่มีการเตือนหรือแสดงตนก่อน;2. จงใจใช้อาวุธรวมทั้งปืนเอ็ม๑๖และอาวุธอัตโนมัติทุกชนิดยิงเข้าใส่แบบไม่ต้องเล็งอย่างไม่ขาดสายตรงเข้าใส่กลุ่มชนที่แน่นขนัดของผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธโดยไม่มีการเตือนหรือแสดงตนก่อนเช่นกัน; 3. ใช้แผนลวงทำให้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงด้วยระเบิดเทียมที่ใช้ซ้อมรบให้ระเบิดขึ้นทันทีใกล้เคียงกับกองกำลังทหารซึ่งอยู่ในชุดยิงแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เพื่อสร้างความรู้สึกกดดันไปในทางที่กองทัพถูกผู้ชุมนุมโจมตี
- กองทัพบกไทยยังใช้วิธีการเดิมๆ กฏของการเข้าทำก่อนถามทีหลังที่สอดผสานกับมาตรฐานการจัดการกับฝูงชนอันเป็นที่ยอมรับ ก็เพื้อสร้างความประทับใจลวงโลกให้เกิดขึ้นจากการกำกับอย่างมีเหตุมีผล อย่างไรก็ตาม กองทัพบกไทยได้ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบด้วยกฎของการเข้าทำก่อนถามทีหลังในลักษณะเดียวกับการใช้กำกับด้านอาชญากรรม
- ปฏิบัติการของกองทัพบกไทยเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๐๑๐ เป็นปฏิบัติการทางทหารโดยธรรมชาติ เป้าหมายคือสังหารหมู่พลเรือนผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีการเตือนและแสดงตนก่อนก็เพื่อกดดันการชุมนุมของเสื้อแดง
- กองทัพบกไทยใช้วิธีการซ้ำๆต่อเป้าหมายพลเรือนที่ปราศจากอาวุธระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๐๑๐ ด้วยการใช้มาตรการสังหารหมู่ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายโดยรวม ซึ่งน่าจะค่อนไปในทางไม่ยั่วยุ ไม่ได้แสดงถืงความบริสุทธิ์ จงใจและอาชญากรรม
- ปฏิบัติการของกองทัพบกไทยระหว่าง ๑๓-๑๘ พฤษภาคม ๒๐๑๐ เป็นปฏิบัติการทางทหารโดยธรรมชาติ ไม่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในการจัดการกับฝูงชน หรืออย่างที่กองทัพบกไทยเป็นเจ้าของกฎของการเข้าทำก่อนถามทีหลัง แล้วก็เป็นอาชญากรโดยธรรมชาติ
- ปฏิบัติการของกองทัพบกไทย เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๐๑๐ เป็นปฏิบัติการทางทหารโดยธรรมชาติไม่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในการจัดการกับฝูงชน หรืออย่างที่กองทัพบกไทยเป็นเจ้าของกฎของการเข้าทำก่อนถามทีหลัง แล้วก็เป็นอาชญากรโดยธรรมชาติถูกออกแบบให้ฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยไม่มีการเตือนหรือแสดงตน ก่อนก็เพื่อกดดันการชุมนุมของเสื้อแดง ในคำฟ้องนี้เช่นกันได้รวมหลักฐานข้อมูลข่าวสารจำนวนมากซึ่งมีผู้ส่งมาให้จำนวนหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยพร้อมกับความรู้เกี่ยวกับบทบาทสถานะและความก้าวหน้าในการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ  (“DSI”) ของไทย ถึงการสังหารหมู่ระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดง เขาให้คำสาบานยอมรับร่วมกัน ภายใต้ข้อกำหนดปกปิดพยานข้อที่ ๒๐ ว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ DSI จะดำเนินการสอบสวนในทางลึกถึงการสังหารหมู่พลเรือนและทหารระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า
-เป็นนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลของประเทศไทยที่จะปกปิดและ/หรือทำลายหลักฐานทั้งหมดที่รัฐบาลหรือผู้นำกองทัพได้ก่ออาชญากรรมที่เชี่อมโยงกับการสังหารหมู่พลเรือน
- ภายหลังการสังหารหมู่เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบการสอบสวนให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นัยเพื่อควบคุมผลที่จะออกมา ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรม (DSI) เป็นกรรมการ ศอฉ. คนหนึ่ง การมอบหมายให้ DSI สอบจึงไม่สมควรเพราะ ศอฉ. เองเป็นเป้าหมายทางคดีอาชญากรรมที่จะต้องถูกสอบด้วยหน่วยงานหนึ่ง อธิบดีธาริตได้มอบหมายให้วีรวัติ เดชบุญภาซึ่งซื่อสัตย์ต่ออธิบดีธาริต เป็นผู้สอบสวนคดีการสังหารหมู่เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ทั้งหมด แต่วีรวัติก็ตั้งใจไม่ทำอะไรเลยในการสอบคดี ต่อมาภายหลังการสังหารหมู่ได้เพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมรวมเป็น๘๙ ศพซึ่งได้ถูกมอบให้วีรวัติดำเนินการ แต่ก็ไม่มีการสอบสวนการฆ่าหมู่ อย่างจริงจัง  มีแต่ความพยายามปัดความรับผิดชอบโทษแกนนำเสื้อแดงที่ถูกจำคุกอยู่ขณะนี้เพื่อกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายตามที่รัฐบาลตั้งข้อหาไว้
-๓๐ สิงหาคม ๒๐๑๐ มีการร้องเรียนจากภายนอกบีบให้อธิบดีธาริต มอบหมายคดีอื่นๆให้เจ้าหน้าที่ DSIคนอื่นเป็นผู้สอบสวน ซึ่งหลายคนได้ตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเหมาะสมด้วยดี  การสอบสวนจำนวนไม่น้อยมีผลสรุปออกมาอย่างน้อยในเบื้องต้นว่า การสังหารหมู่เกิดจากทหารในกองทัพบกไทยตามคำสั่งของรัฐบาลและ ศอฉ. เจ้าหน้าที่สอบสวนของ DSI บางคนที่มีผลสรุปออกมาดังกล่าว ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เปลี่ยนแปลงผลสรุปใหม่
- เจ้าหน้าที่สอบสวน DSI อื่นๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรเลยที่สำคัญพอจะให้คดีเดินหน้าต่อไป พวกเขาคงหวังที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นพิเศษที่อธิบดีธาริตกำลังหาทางจากรัฐบาลในการมีส่วนร่วม
- เจ้าหน้าที่สอบสวน DSI ได้เสร็จสิ้นรายงานเบื้องต้นการสังหารหมู่อย่างน้อย ๔ ครั้งในเดือนพฤษภาคม ๒๐๑๐ ซึ่งสรุปว่า ทหารในกองทัพบกไทย ภายใต้คำสั่งจากรัฐบาลเป็นสาเหตุให้การตายเกิดขึ้น ในขั้นตอนนี้ DSI จะหารือกับสำนักงานอัยการท้องถิ่น เพื่อขอให้อัยการท้องถิ่นร่วมกับเจ้าหน้าที่สอบสวน DSI เริ่มการวิเคราห์หาสาเหตุการตายเกิดขึ้นจากเจตนาฆ่าหรือการป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม อธิบดีDSI ธาริต ไม่เริ่มต้นสอบกรณีของเจตนา ซึ่งตรงข้ามกับขั้นตอนปกติของ DSI และเป็นความต้องการของกฎหมายไทย นี่คือความพยายามจะหน่วงเหนี่ยวคดีฆ่าคนตายให้ล่าช้า
- อธิบดี DSI ธาริต ได้มีคำสั่งว่า เจ้าหน้าที่สอบสวน DSI ห้ามออกหมายเรียกตัวทหารจากกองทัพบกไทยคนใดมาซักถาม จึงเป็นการขัดกับวิธีปฏิบัติของ DSI การเรียกตัวมาซักถามเป็นวิธีที่ DSI ปฏิบัติมานานจนสามารถสรุปออกมาว่าเป็นวิธีที่จะหาสาเหตการฆ่าได้
- หลังจากรายงานที่แน่ชัดของ DSI ได้รั่วถึงมือหนังสือพิมพ์ อธิบดี DSI ธาริตได้ร่วมประชุมกับรองนายก สุเทพ เทือกสุบรรณซึ่งได้อนุญาตให้อธิบดีธาริตอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ต้องแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงที่จะต้องทำให้หรือระงับไม่ให้มีการฟ้องคดีต่อกองทัพหรือรัฐบาลด้วยการสร้างเงื่อนไขอื่นขึ้นมาแทนว่าไม่มีอาชญากรรมในสันดานที่เกิดจากเจตนากระทำความผิดเลย
- สั้นๆ หลังจากการประชุมกับรองนายกสุเทพ  อธิบดีธาริต ได้ออกบันทึกภายในอธิบายถึงอำนาจส่วนตัวในการตัดสินใจกล่าวถึงอาชญากรรมในสันดานที่เกิดจากเจตนาฆ่าโดยไม่พบเห็นผู้ที่กระทำผิด จึงไม่อาจเชื่อถือได้ว่ามีกฎหมายไทยกล่าวหาผู้นำกองทัพ  กรรมการ ศอฉ. หรือรัฐบาลไทย
- นอกจากนี้ เมื่อติดตามการประชุมกับรองนายกสุเทพ อธิบดี DSI แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนทั้งหมดว่า ถ้าไม่สามารถระบุได้เฉพาะเจาะจงถึงชื่อบุคคลผู้ที่ลั่นไกปืนที่นำไปสู่การสังหารระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดง ก็ต้องสรุปว่าเสื้อแดงเป็นผู้ลั่นไกปืนเสียเอง คำฟ้องนี้ได้มีการแสดงข้อมูลล่าสุด (Update)ของรายงานเบี้องต้นจากแฟ้มโดย อัมสเตอร์ดัมและพีรอฟฟ์ แอลแอลพี ต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ(ICC) เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๐๑๐ ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวได้เสนอหลักฐานที่เป็นมาตรฐานด้วยเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ว่า รัฐบาลไทยและกองทัพบกไทยต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมภายใต้กฎหมายอาญาระหว่างประเทศที่ได้กระทำละเมิดต่อมนุษยชาติภายใต้ ข้อบังคับ ๕ ของบทบัญญัติแห่งกรุงโรม (ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๖, ๗, และ ๘) ในคำฟ้องนี้ได้ปรารถถึงมาตรฐานของอำนาจการตัดสินคดีที่ใช้ในการไต่สวนและนำเสนอหลักฐานใหม่ๆที่ค้นพบครอบคลุมถึงคำให้การต่อคณะกรรมการศาลอาญาดังกล่าวข้างต้น ในส่วนที่จะมีการเพิ่มเติมหลักฐานการค้นพบใหม่ๆที่เป็นมาตรฐานในการนำเสนอความรับผิดชอบที่เป็นความผิดทางอาญาในส่วนของบุคคลและผู้ที่ต้องรับผิดชอบในระดับเหนือขึ้นไป สุดท้ายนี้ การนำเสนอรายงานครั้งแรกนี้ก็เพียงร้องขอให้อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศได้ทราบถึงข้อสังเกตุของข้อมูลข่าวสาร พร้อมกับความคิดเห็นต่อการสอบสวนที่สามารถกระทำได้ในอนาคต คำฟ้องนี้ขอสรุปด้วยความปรารถนาอย่างจริงใจเป็นพิเศษเพื่อเสนออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ
บทสรุปเบื้องต้น ๔ หน้าดังกล่าวมานี้ รวมถึงส่วนสมบูรณ์อื่นๆ ที่จะไม่กล่าวถึงของคำฟ้องทั้งหมด จำนวน ๒๙๔ หน้าทนายความของเสื้อแดง โรเบิร์ท อัมสเตอร์ดัม ได้บรรจงร่างขึ้นจากข้อมูลหลักฐานจำนวนมากมายมหาศาลจริงๆ ด้วยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่เป็นชาวต่างประเทศ ทนายความคนไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและยุทธวิธี นักแม่นปืนอาชีพ (Snipers) จากกองทัพสหรัฐ และพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งประชาชนคนไทยอื่นๆ นับเป็บความร่วมมืออย่างสำคัญ ของผู้ที่รักความเป็นธรรม อยากให้ความจริงปรากฏแก่ผู้คนทั้งโลก และอยากให้คนไทยตาสว่างกันทั้งเมือง
เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันเอาประชาธิปไตยคืนมา แล้วร่วมกันกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่ทรุดหนักกันเสียที ความหวังที่เสื้อแดงฟ้องนายกรัฐมนตรี ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงเป็นความพยายามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแค่อ่านบทสรุปคำฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่แปลจากต้นฉบับจริง นายกรัฐมนตรีของไทยก็น่าจะได้เห็นคุกอยู่รำไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น