วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องช่วยกันทำให้ “กษัตริยาภิวัตน์” เกิดขึ้นให้จงได้

ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องช่วยกันทำให้
 กษัตริยาภิวัตน์ เกิดขึ้นให้จงได้
เวทย์ เธียรธโนปจัย

          ข้าพระพุทธเจ้าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงมีพระราชดำรัสถึงการให้ทรงวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวได้ ซึ่งตรงกับที่ข้าพระพุทธเจ้ามีความคิดไว้ในใจ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟัง พตท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เล่าถึงพระราชปรารภของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ที่ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งถึงสิ่งที่ทรงอยากเห็นเมืองสวรรค์บนดินสักแห่ง ที่ไม่ไกลกรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ๆ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีถนนหนทางเชื่อมต่อเป็นวงแหวนทั้ง rail-link, road-link ไปมาสะดวกคล่องตัวรวดเร็ว และรูปแบบผังเมืองสวยงามน่าอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะที่ก้าวไกลโดยเฉพาะปัญหาโลกร้อนซึ่งมีการพูดกันมากในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา แต่ทรงมีพระราชดำรัสไว้ล่วงหน้ามาก่อนถึง ๑๕ ปี ทำให้ พตท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร รับพระราชบัญชาใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้ เพราะเป็นสิ่งที่ท่านและคนไทยทั้งชาติที่ได้ฟังพระราชกระแสรับสั่งอยากจะสนองพระราชดำริและเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ พระราชวังไกลกังวลแห่งที่ ๒ เพื่อเป็นพระราชวังประจำรัชกาลที่ ๙ แห่งใหม่  ที่คนไทยจะร่วมกันสร้างถวาย แม้รู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะต้องทรงปฏิเสธความหวังดีนี้ เพราะทุกข์ของแผ่นดินและทุกข์ของพสกนิกรเวลานี้ มากมายเหลือคณานับและยากยิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวจะรับความสะดวกสบายไว้เพื่อความสุขของพระองค์เอง

มีการพูดกันมานานว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เหนือการเมือง ทำให้ดูเหมือนว่า พระเจ้าอยู่หัวต้องถูกบังคับโดยปริยายไม่ให้ทรงยุ่งกับการเมืองซึ่งจริงๆ แล้ว น่าจะไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อพระเจ้าอยู่หัว แม้จะทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาไม่เอาโทษไม่ถือสาใครๆ หลายคนหลายคณะก็ตามที่ฉวยโอกาส กระทำการในสิ่งที่มิบังควรยิ่งและทำให้ประเทศชาติต้องเสียหายยับเยินและประชาชนต้องตกระกำลำบากแสนสาหัสอยู่ทุกวันนี้    จริงๆ แล้ว ทุกคนจะต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งนั้น ยิ่งในโลกแห่งโลกาภิวัตน์ด้วยแล้ว คนไทยทุกคนก็จะต้องถูกการเมืองเข้ามาเกี่ยวเอาจนได้ ที่คิดถึง กษัตริยาภิวัตน์หรือราชาภิวัตน์  รวมทั้ง ประชาภิวัตน์  ในรูปแบบหนึ่งที่อยากเห็นพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีอิสระทางความคิด ในฐานะ Constitutional Monarchy  ซึ่งทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้วไม่ใช่ให้ทรงประทับอยู่เหนือการเมือง                             ส่วน ประชาภิวัตน์  ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชาชนในรูปแบบที่ ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิและเสรีภาพที่จะได้รับการคุ้มครอง นั่นคือความเท่าเทียมกันในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนไทยรากหญ้าจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หากเป็นไปในรูปแบบนี้ คณะองคมนตรี ก็น่าจะไม่จำเป็นต้องมี  การให้องคมนตรีหรือให้รัฐบาลให้ความห็นประกอบเพื่อกราบบังคมทูลเรื่องที่ทรงหารือหรือฎีกาที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย ก็น่าจะไม่ต้องทำเลยให้ชักช้าเสียเวลาเปล่าๆ  เพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้และประสบการณ์ที่สูงส่งและทันสมัยกว้างไกลยากเกินกว่าใครๆจะกล้ามาให้ความเห็นประกอบได้ ทรงสามารถเข้าใจและวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ได้ถูกต้องด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ไม่ใช่แต่คนไทยแต่ถึงผู้คนทั่วโลก
            ในความเป็นจริง องคมนตรีหลายคนในปัจจุบัน ไม่ได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์อยากให้ทำ องคมนตรีบางคนกลับประพฤติตนไม่เหมาะสมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ถึงกับรุกล้ำยึดป่าเขาอันเป็นต้นน้ำลำธารหรือที่สาธารณะ ซึ่งทั้งพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนารถทรงพร่ำสอนคนไทยให้รักป่ารักต้นน้ำลำธารมาตลอดแต่บางคนกลับฝ่าฝืนคำสัตย์ปฏิญาณต่อพระเจ้าอยู่หัวโดยไม่มีสำเหนียก
            ทรงเคยพระราชทานให้สัมภาษณ์แก่นิตยสาร เนชั่นแนล จีออกราฟฟิคเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ ว่า ในประเทศอื่น พระมหากษัตริย์เปรียบดังยอดปิรามิด มีประชาชนเป็นฐาน แต่สำหรับประเทศไทยเป็นปิรามิดหัวกลับซึ่งพระเจ้าแผ่นดินต้องแบกรับปัญหาของประชาชนไว้ทั้งหมด  ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าปวดพระสอ และพระอังสา อยู่บ่อยๆ  คนไทยได้ยินแล้วก็สะอื้นน้ำตาไหลพรากกันทั่วหน้า ทำไมพระเจ้าอยู่หัวของเราพระองค์นี้ ถึงต้องทรงแบกรับทุกข์ของชาวบ้านเอาไว้ ในเมื่อพระองค์ท่านอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีใครว่า ถ้าคนไทยจะได้คิดและไม่ลืมกันง่ายๆ ก็จะรู้ว่า เพราะคนไทยโชคดีอย่างยิ่งที่เรามีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ต่างหาก ทำให้เราจึงมีประเทศไทยอยู่มาจนถึงวันนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เพียงทรงตรัสว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม   ซึ่งเป็นพระปฐมบรมราชโองการในวันแรกที่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ แล้ว ยังทรงมีพระราชดำรัสอีกว่า ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวแก่ทุกท่านว่า การทำนุบำรุงประเทศชาตินั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นภาระความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน ที่จะต้องขวนขวายกระทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อธำรงรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญมั่นคงและผาสุกร่มเย็น ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งมวล 
            นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงต้องแบกรับปัญหาของประชาชนไว้ทั้งหมดแล้วยังจะให้พระเจ้าอยู่หัวทรงประทับเฉยๆอยู่เหนือการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อโลกทุกวันนี้  อยู่ในศตวรรษที่ ๒๑   แล้วเป็นโลกที่ถ้าใครไม่รู้จักขวนขวายดิ้นรน ก็จะต้องเป็นผู้ถูกทิ้งให้ล้าหลังหรือเป็นประเทศล้าหลังของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตามโลกาภิวัตน์ไม่ทัน   กษัตริยาภิวัตน์  หรือ ราชาภิวัตน์ รวมทั้ง ประชาภิวัตน์  จึงเป็นสิ่งที่คนไทยน่าจะต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้น พวกเราจะช่วยกันพลิกยอดของปิรามิดให้กลับหัวขึ้นข้างบนหรือดันให้ฐานปิรามิดลงข้างล่างได้อย่างไรเพื่อที่จะช่วยลดภาระให้พระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องทรงพระประชวรบ่อยๆ เพราะต้องทรงแบกรับน้ำหนักฐานของปิรามิดคือทุกข์ของคนไทยส่วนใหญ่ทั้งแผ่นดินเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของมนุษย์ปุถุชนจะทนทานได้ แต่พระเจ้าอยู่หัวของเราก็ทรงทนสู้แม้จะรู้ว่าต้องทรงค่อยๆ หมดแรงไปในที่สุดก็ตาม   หรือถ้าให้ดีคนไทยควรจะร่วมกันช่วยปลดทุกข์ทั้งหมดให้พ้นจากพระเจ้าอยู่หัวเสียเลย เพราะเราจะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกเช่นพระองค์ท่านคงหาไม่ได้แน่ๆ จึงเป็นสิ่งที่คนไทยต้องหวงแหนและทะนุถนอมเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวไว้สุดชีวิตและให้ยืนนานที่สุด สิ่งที่คนไทยจะทำได้อีกอย่างหนึ่งคือต้องไม่เพิ่มทุกข์ให้พระเจ้าอยู่หัวมากขึ้น ยิ่งถ้าเราจะช่วยกันไม่ทำให้ความขัดแย้งเพิ่มขึ้นและหาทางสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้ ก็จะทำให้พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงสบายพระราชหฤทัยได้บ้าง
            ข้าพระพุทธเจ้าคิดถึงกษัตริยาภิวัตน์หรือราชาภิวัตน์ รวมทั้ง ประชาภิวัตน์  ด้วยความหวังว่า คนไทยจะร่วมมือกันช่วยเหลือให้พระเจ้าอยู่หัวหลุดพ้นจากพันธนาการที่น่าจะต้องเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลที่จะต้องมีความสำนึกมากกว่า ด้วยการปลดทุกข์ของประชาชนทั้งประเทศที่พระเจ้าอยู่หัวทรงต้องแบกอยู่ พตท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เคยพูดถึงสิ่งที่นายบิล เกตส์ (Bill Gates) เศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกเจ้าของบริษัทไมโครซอฟของอเมริกา ได้พูดไว้ว่า
ถ้าคนเราเกิดมาจน นั่นไม่ใช่ความผิดของเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ยังจนอยู่ นั่นเป็นความผิดของเรา แต่ถ้าเรามีรัฐบาลบริหารประเทศแล้ว เราก็ยังจนอยู่ นั่นเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนหายจนได้  คำพูดของนายบิล เกตส์ จึงใช้อธิบายเปรียบเทียบกับสถานการบ้านเมืองปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ถ้ารัฐบาลคิดได้คิดเป็นและรู้จักทำงานทำการจริงๆ เสียทีไม่ใช่เอาแต่พูด เพื่อให้พสกนิกรของพระเจ้าอยู่หัว ได้ลืมตาอ้าปาก โดยจ๊อกกี้ที่พลเอกเปรมรับประกันด้วยเกียรติยศของประธานองคมนตรีว่าประเทศไทยโชคดีที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ในความเป็นจริงจะเป็นโชคร้ายของคนไทยเสียมากกว่าหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วดูเหมือนคนไทยจะรู้แล้วว่า เคราะห์กรรมที่คนไทยกำลังได้รับอยู่ในเวลานี้ เป็นฝีมือของจ๊อกกี้ที่มีเจ้าของคอกเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เพราะเพียงหนึ่งปีผ่านไป คนไทยก็ได้รู้แจ้งเห็นจริงว่าผลงานของรัฐบาลที่มีแต่ความว่างเปล่าหาอะไรที่เป็นแก่นสารสาระไม่ได้เลย และสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์เลื่องลือของนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ การเกาะโพเดียมพูดซึ่งคนไทยดูยังไงๆก็ไม่เข้าตาอยู่นั่นเอง

            ในทางตรงกันข้ามกลับมีจ๊อกกี้มือดีอีกคนหนึ่ง ที่ขันอาสามาจากแดนไกล เพื่อขอโอกาสได้มีส่วนทดแทนบุญคุณของแผ่นดินช่วยแก้วิกฤตของบ้านเมืองที่รัฐบาลยิ่งทำยิ่งเละอยู่ในเวลานี้ โดยขอเวลา ๖ เดือนแรกจะล้างหนี้ให้กับเกษตรกรคนรากหญ้าหรือคนยากจนของแผ่นดินให้หมด แล้วจะใช้เวลาอีก ๖ เดือนที่ ๒ เพื่อสร้างงานซ่อมอาชีพหาสตางค์หางานให้คนไทยทุกคนมีงานทำ และสุดท้ายอีก ๖ เดือนที่ ๓ จะทำให้คนจนหายไปจากประเทศไทย ฟังดูแล้วคนไทยทั้งประเทศยิ่งตื่นเต้นกันใหญ่เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่เคยคิดหวังหรือได้ยินเลยว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะทำเพื่อประเทศชาติบ้าง ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงอยากจะเทเดิมพันจนหมดหน้าตัก เชียร์จ๊อกกี้คนหลังที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เพื่อสู้กับเจ้าของคอกผมสีดอกเลาข้างต้นเหลือเกิน
            ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  เพียงเพื่อที่จะทำให้พระปณิธานที่ทรงหมายมั่นที่จะทำให้พระปฐมบรมราชโองการที่ทรงมีพระราชดำรัสไว้เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ว่า ข้าพเจ้าจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามเป็นความจริงขึ้นได้ สิ่งที่ทำให้ทรงโทมนัสมาตลอดตั้งแต่เกิดการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นต้นมานั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทราบดีว่า นอกจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นตัวการสำคัญทำให้บ้านเมืองประเทศชาติต้องประสบกับความวุ่นวายเสียหายจนมิอาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ จนถึงปัจจุบันที่ประชาชนทั้งประเทศต้องได้รับความทุกข์ยากลำเค็ญ โดยเฉพาะคนรากหญ้าในต่างจังหวัดกำลังจะอดตาย เพราะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมิได้ใส่ใจที่จะแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน นอกจากความพยายามที่จะอยู่ในอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติแบบซ่อนรูปให้ยาวนานที่สุด
            สิ่งที่กำลังทำให้ การปกครองแผ่นดินโดยธรรม ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทห่างไกลจากพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นมากขึ้นๆ จึงเป็นผลให้บ้านเมืองต้องประสบกับความวิบัติหายนะ ประชาชนต้องถูกกระทำจนเกิดความเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะตำรวจและรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้วิธีการที่มี ๒ มาตรฐานหรือไม่มีแม้แต่มาตรฐานเลย เข้าจัดการกับผู้ที่มีความคิดตรงกันข้าม นายอภิสิทธิ์ไม่มีวิสัยทัศน์ขาดทั้งประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมือง ซ้ำยังไม่พยายามเข้าถึงประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีลักษณะความเป็นผู้นำที่จะควบคุมการบริหารบ้านเมือง เพราะต้องเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลที่อุ้มชูให้ตัวเองมีอำนาจ ปล่อยให้เกิดการทุจริตในการใช้เงินแผ่นดินที่กู้มาอย่างเหลวแหลก โจ่งแจ้ง ไม่มีเป้าหมายและโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายแต่อย่างใด   ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่คนไทยทั้งชาติต้องถูกกระทำจากอำนาจมืดที่ใช้พระปรมาภิไธยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยความอุกอาจไม่เกรงพระราชอาญาของกลุ่มบุคคลที่ตระบัดสัตย์ต่อคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่เรียกกันว่า ผู้พิพากษาและตุลาการบางคน ได้กลายพันธุ์เป็น ตุลาการภิวัตน์ หรือวิบัติที่กำลังทำลาย ความเชื่อมั่นและความเป็นกลางของศาลยุติธรรมซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน  ด้วยการทำหน้าที่ใช้พระปรมาภิไธยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไปในทางที่ผิดจรรยาบรรณศาลอย่างยิ่ง จนศาลไม่เหลือความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีด้วยความเป็นธรรมแล้ว การจะหาความสามัคคีปรองดองในบ้านในเมืองย่อมไม่มีทางสำเร็จได้  ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะเห็นปัญหาและวิกฤตของบ้านเมืองยุติลงด้วยความสงบผาสุกร่มเย็น ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ และสิ่งสำคัญที่เป็นความปรารถนาของคนไทยทั้งชาติ คือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงหายจากพระประชวร มีพระสุขภาพอนามัยแข็งแรง สถิตย์เป็นมิ่งขวัญของปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดไป ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า พระโอสถสำคัญที่จะช่วยให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงหายพระประชวร จะไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนยิ่งกว่าความรู้รักสามัคคีของคนไทยทั้งชาติที่จะร่วมกันนำความปรองดองแห่งชาติกลับคืนมา แม้จะเหลือเพียงความหวังที่ริบหรี่ก็ตาม
            ถ้าอยากให้บ้านเมืองมีความร่มเย็นสงบสุข ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน มีสิทธิและเสรีภาพเสมอเหมือนกัน ใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตาสียายมาที่โนนดินแดงหรือนายจตุพรณัฐวุฒิที่บ้านดอนสุราษฎร์ แม้แต่หมอเหวงในกรุงเทพมหานคร ทุกคนจะมีเสียง ๑ เสียงเท่ากันในการออกเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะทุกประเทศในโลกส่วนใหญ่ที่เข้าใจภาษาจึงมักจะเห็นด้วยกับระบอบการปกครองประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เสมอกัน การเมืองก็เช่นเดียวกัน
            ในระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จึงเป็นอมตวาจาของอับราฮัม ลินคอน  ประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของอเมริกา แต่แปลกที่วิกฤตประเทศไทย เกิดเพราะคน กลุ่มหนึ่ง รวมหัวกันยึดเอาอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำ สิ่งสำคัญที่สุดกลุ่มบุคคลเหล่านั้นกลับไม่เห็นหัวประชาชน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีซึ่งได้อำนาจจากอำมาตย์และขุนศึกบางคนช่วยอุ้มสมขึ้นมากลับรังเกียจประชาชน กลัวประชาชน จนไม่กล้าเดินถนนหรือเข้าห้าง ยิ่งประชาชนในต่างจังหวัดยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เคยคิดที่จะไปพบปะเยี่ยมเยียนเพราะกลัวจะถูกขับไล่ไสส่ง จะไปแต่ละครั้ง จึงขนทั้งตำรวจทหารเป็นกองทัพไปคุ้มกัน เมื่อความกลัวเข้าครอบงำ ไหนเลยจะมองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนคนยากคนจน ยิ่งไปกว่าความมั่งคั่งของตนเองและพรรคพวกที่แบ่งกันกินอย่างอิ่มหมีพีมัน โดยหาได้คิดไม่ว่า ในฐานะของนักการเมืองทุกชุดมาแล้วก็ต้องไป จะทิ้งไว้ก็แต่ชื่อเสียงและสิ่งที่ตนและพรรคได้ประกอบกรรมทำดีหรือชั่วให้ปรากฏเท่านั้น เมื่อเวลานั้นมาถึงมันก็จะสายเกินไปที่จะกลับมาคิดแก้ตัวเสียแล้ว แก้วิกฤตทางการเมือง จึงไม่ใช่เอาการเมืองมาแก้ เพราะถ้านักการเมืองไม่มี Spirit ขาดสำนึกของความเป็นนักการเมือง หรือด้านได้อายอดเมื่อไหร่แล้ว การจะแก้วิกฤตย่อมไม่มีทางสำเร็จได้เลย พระเจ้าอยู่หัวจึงมักจะทรงพระราชทานเตือนอยู่เสมอว่า                                         
            "ในบ้านเมืองนั้น  มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด  การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย  จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี  ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”                
            วิธีของพระเจ้าอยู่หัวในการแก้วิกฤตทางการเมืองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ ส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและ ควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั่นเอง
            พระเจ้าอยู่หัวทรงทำเพื่อพสกนิกรของพระองค์มาตลอด แล้วเราคนไทยจะไม่มีใครคิดให้มี”กษัตริยาภิวัฒน์” เกิดขึ้นบ้างหรือเพื่อที่พระองค์จะได้ช่วยแก้ปัญหาการเมืองที่นักการเมืองก่อขึ้นจนไม่มีทางออก การให้พระเจ้าอยู่หัวอยู่ใต้การเมืองก็เหมือนที่ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นอกจากจะได้ทรงพิจารณาให้ความเห็นทางด้านการเมืองที่ถูกต้องตามพระราชอัธยาศัยรวมทั้งทักท้วงมิให้ใครสามารถทำปฏิวัติรัฐประหารได้อีกต่อไป จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยกันทำให้ “กษัตริยาภิวัฒน์” เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ “ตุลาการภิวัฒน์” เกิดขึ้นจอมปลอมจากคนไม่กี่คนเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น